องค์การบริหารส่วนตำบลพะเนา info_outline ข้อมูลการติดต่อ
ยินดีต้อนรับ เข้าสู่เว็บไซต์ องค์การบริหารส่วนตำบลพะเนา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
cloud_done เส้นทางจอมยุทธ ไม่เก๋าจริงอย่าเข้า
คลื่นวิทยุกับความหลังที่แสนเศร้า
เมื่อวานข้าพเจ้าได้ฟังวิทยุ แบบจริงจังอีกครั้ง หลังจากที่หลายปีที่ผ่านมาข้าพเจ้าไม่ค่อยมีโอกาสได้ฟังเลยนั่นอาจจะเป็นเพราะว่ามีสื่อหลายๆแขนงที่มีให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หนังสือ สื่อวิทยุจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของข้าพเจ้าในการเลือกรับฟัง ถ้าเป็นสมัยก่อนในตอนที่ยังวัยรุ่น สื่อวิทยุเป็นสื่อทางเลือกแรกที่วัยรุ่นในยุคนั้นให้ความสนใจเพราะตอนนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ยังไม่มีระบบอินเตอร์เน็ต รายการโทรทัศน์ก็มีแต่ละครน้ำเน่า รูปแบบรายการวิทยุก็คือการขอเพลง แล้วให้ ดีเจพูดอาไรไปที่เกี่ยวกับเพลง ถ้าดีเจคนไหนมีวิธีการนำเสนอที่ดีเป็นสาระจะเป็นที่รู้จักของแฟนๆวิทยุไม่น้อยเลยทีเดียว ในตอนที่ข้าพเจ้าต้องจากบ้านไปทำงานที่กรุงเทพนั้น (พ.ศ.2533) ก็มีวิทยุติดตัวไปจากบ้านแค่เครื่องเดียว ก็ได้อาศัยวิทยุนี่แหละที่คอยฟังเพลงในยามค่ำคืนที่แสนเดียวดายในซอกเหงาๆของห้องเช่า สมัยนั้นการขอเพลงต้องเขียนเป็นจดหมายหรือไปรษณียบัตรไปขอแล้วดีเจ ก็จะอ่านแล้วก็ตอบจดหมายออกอากาศ จดหมายบางฉบับก็ขำ บางฉบับก็เศร้า บางฉบับก็...มันเขียนไปได้อย่างไร มีอยู่คลื่นหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ฟังทุกวันเป็นเวลาเกือบสองปี คือคลื่น 93 เมกกะเฮิร์ท ชื่อรายการ ”เพลงไทยคุณขอมา” รายการจะอยู่ระหว่างสองทุ่มถึงห้าทุ่ม ดีเจรายการนี้พี่แกจะไม่พูดอาไรมาก ตอบจดหมายเสร็จก็เปิดเพลงแค่นั้น แต่หลังๆมักจะมีวัยรุ่นเขียนจดหมายมาขอคำปรึกษาเรื่องต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับเรื่องความรักหรืออนาคต พี่แกก็จะมีคำตอบที่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นข้อคิดที่ดี ส่วนใหญ่แกก็จะให้กำลังใจและข้อคิดในการดำเนินชีวิต มีคำคมมานำเสนออยู่บ่อยๆ บังเอิญมีอยู่วันหนึ่งพี่ดีเจแกก็อ่านจดหมายฉบับหนึ่ง ใจความประมาณว่า ตอนเรียนหนังสือชอบผู้หญิงอยู่คนหนึ่งแต่ไม่กล้าบอกความรู้สึกของตนเอง พอเรียนจบก็จากกัน ตนเองต้องมาทำงานในกรุงเทพเพราะไม่ได้เรียนต่อ ส่วนผู้หญิงก็ได้ไปเรียนต่อที่จังหวัดแห่งหนึ่ง แม้จะจากกันแต่ก็ยังคิดถึงผู้หญิงคนนี้อยู่ ตนเองสมควรจะทำอย่างไรดีและถ้าขอเพลงให้ผู้หญิงคนนี้ พี่ดีเจจะเปิดเพลงอาไร? ข้าพเจ้านอนฟังอยู่ก็คิดในใจ “เฮ้ย!เหมือนกูเลยนี่หว่า” พี่ดีเจก็บอกประมาณว่า ความรักไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ชีวิตมีอาไรที่ต้องทำมากกว่าเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับน้องตอนนี้ก็คือการสร้างอนาคตของตนเองให้ดี โดยการเรียนต่อในมหาลัยเปิดหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้น สำหรับเรื่องการบอกความรู้สึกของตนเองต่อผู้หญิงนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเสียหายแต่อย่างใด รู้สึกอย่างไรก็บอกไปอย่างนั้น แต่อย่าไปหวังว่าเค้าจะมีความรู้สึกที่ดีตอบต่อเรา เค้าจะรู้สึกอย่างไรมันเรื่องของเขา เราถือว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วดีกว่าที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านไปแล้วมาคิดได้ทีหลังว่าน่าเสียดายเราน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วไม่ได้ทำ แล้วพี่ดีเจแกก็บอกว่า “ขอเปิดเพลงนี้ให้กับน้องเพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้หญิงที่น้องมีความรู้สึกที่ดีด้วยนะครับ” สักพักหนึ่งเสียงดนตรีท่อนแรกก็ดังขึ้น แล้วเสียงของนักร้องก็ดังขึ้น “...อยู่ตรงไหน รู้ไว้ มีคนที่ห่วงอยู่ อยากให้รู้ ฉันรักเธอเช่นเคย...” ข้าพเจ้าก็ฟังเพลงนี้ด้วยอาการของคนที่ตกอยู่ในภวังค์ ซาบซึ้ง รู้สึกอินในเพลงนี้เหลือเกิน มารู้ทีหลังว่าเพลงนี้ชื่อ “กลับมาสักครั้ง” ขับร้องโดย คุณนรินทร ณ บางช้าง นั่นเอง หลังจากฟังเพลงนี้จบ ข้าพเจ้าก็นอนคิดว่า “เหมือนชีวิตเอ็งแท้” ข้าพเจ้าก็ไพล่ไปคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกที่ดีด้วย ตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายมาข้าพเจ้าก็ไม่ได้ติดตามผลงานเท่าไหร่คิดว่าคงจบแล้ว แต่มานึกดูข้าพเจ้าก็ไม่เคยบอกความในใจต่อเธอเลย เธออาจจะสงสัยว่าข้าพเจ้าคิดอย่างไรต่อเธอก็ได้ วันต่อมาหลังจากเลิกงาน ข้าพเจ้าได้ไปที่ร้านเครื่องเขียนเพื่อซื้อกระดาษเขียนจดหมายและซองชนิดอย่างดี แบบมีกลิ่นหอม ราคาสามสิบบาท (โคตรทุ่มทุนเลย คิดดูสมัยนั้นข้าวแกงจานละ 5 บาท) ก็เขียนความรู้สึกในใจลงไป ข้าพเจ้าใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มในการเขียนจดหมายฉบับนี้ คือขัดเกลาสำนวนภาษา เพิ่มตรงนั้นบ้าง ตัดตรงนี้หน่อย ก็อาศัยเนื้อเพลงข้างต้นเป็นแนวทางในการเขียน จนเป็นที่พอใจถึงส่งไป ในใจก็ไม่คิดอะไร คิดแค่เพียงเผยความรู้สึกจริงๆ ให้เธอรับรู้ คือให้ข้าพเจ้าเป็นแค่คนรู้จักกันของเธอก็ได้ (เศร้าชิบหาย) ก็ไม่ได้หวังว่าเธอจะตอบจดหมายหรอก เพราะแอบชอบเธอมาสามปีตั้งแต่ข้าพเจ้าอยู่ ม.4 จนเรียนจบ จนมาทำงานที่กรุงเทพ เคยพูดกันแค่ 2 ครั้งๆ ละไม่เกิน 10 คำ ก็ได้แต่มอง ไม่เคยบอกเธอตรงๆสักที ตอนอยู่ ม.4 ก็ได้แต่มอง พอขึ้น ม.5 โชคดีหน่อยเจอเธอที่ป้ายรถเมล์ทุกวัน ก็ได้แต่มองอย่างเดียว จนจะปิดเทอม ลืมบอกไปเธอเป็นรุ่นพี่ของข้าพเจ้าหนึ่งปี เธอจบ ม.6 เธอต้องไปเรียนต่อที่อื่น ส่วนข้าพเจ้าเนื่องจากความประพฤติดีมาก (ความจริงโดนตัดคะแนนความประพฤติเกิน 100 คะแนน อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องถูกเชิญออกให้ไปเรียนที่อื่น) แต่โรงเรียนยังเมตตาอยู่จึงให้บวชสามเณรภาคฤดูร้อนที่วัดแห่งหนึ่ง คือตอนนั้นเวลาแห่งชะตากรรมของข้าพเจ้าเดินทางมาถึงทางแยกของคำร่ำลากับเธอแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากข้าพเจ้าก็เขียนจดหมายหนึ่งฉบับพร้อมของขวัญหนึ่งอย่างคือสมุดบันทึกนำไปมอบให้กับเธอด้วยมือของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าได้แค่ถามเธอว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน และพูดกับเธอว่า “โชคดีนะ ลาก่อน” ก็คิดว่าคงจะไม่ได้พบกับเธออีก เพราะเธอไปเรียนต่อที่อีกจังหวัดหนึ่ง ก็เลยห่างๆ กันไป แต่ข้าพเจ้าก็คิดถึงเธอตลอด พอถึงวันเกิดเธอและวันวาเลนไทน์ ข้าพเจ้าก็จะเขียนจดหมายและของขวัญส่งไปให้เธอ เราก็พบกันบ้าง เพราะเธอกลับมาบ้านเดือนละสอง-สามครั้ง มีอยู่ปีหนึ่งใกล้จะถึงวันเกิดเธอ แต่ข้าพเจ้ายังไม่มีเงินที่จะซื้อของขวัญให้เธอ บังเอิญโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งเค้ามาขอซื้อเลือดกับสามล้อแถวสถานีรถไฟจิระ บังเอิญข้าพเจ้านั่งเล่นอยู่แถวนั้น เค้าต้องการ 2 คน ข้าพเจ้ามีกรุ๊ปเลือดที่ตรงกับเค้าต้องการอยู่พอดี จึงตัดสินใจขายเลือดเพื่อที่จะมาซื้อของขวัญวันเกิดให้เธอ ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง ก็เลยนำไปซื้อของขวัญแล้วก็นั่งรถข้ามจังหวัดนำของขวัญไปให้เธอถึงสถาบันที่เธอศึกษาอยู่ เธอก็แสนดี ออกมารับของขวัญที่ข้าพเจ้านำมาให้ พอเธอรับของขวัญจากข้าพเจ้าเสร็จ ก็มีเพื่อนชายของเธอขี่มอเตอร์ไซค์มารับเธอ ข้าพเจ้าสบตากับเพื่อนชายของเธอ และก็หันไปหาเธอ เธอก็พูดว่า “ไปหละ” ข้าพเจ้าก็พยักหน้าและก็หันไปมองหน้าเพื่อนชายของเธออีกครั้ง และข้าพเจ้าก็พยักหน้าพร้อมทั้งยักคิ้วให้ เพื่อนชายของเธอก็พยักหน้าตอบ ความหมายที่เราทั้งคู่สื่อสารถึงกันก็คือ “มึงกับกูเจอกันที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้” (โคตรเก่งเลยตอนนั้น) และเธอก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปกับเพื่อนชายของเธอแบบหน้าตาเฉย ต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้แต่มองตามจนเธอหายลับตาไป ได้แต่รำพึงรำพันอยู่ในใจว่า “แม่งเอ้ย จะหาคนหล่อๆกว่าเอ๋งก็ไม้ได้น้อ” พอเดินมาสักพักข้าพเจ้าเริ่มมีอาการจุก มือสั่น ใจสั่น ปวดหัวใจ เรี่ยวแรงไม่มีจะเดิน ก็ได้รับรู้ว่า “อ๋อ คนอกหักมันอาการเป็นอย่างนี้นี่เอง” ขณะที่เดินคอตกจากสถาบันการศึกษาของเธอไปที่ท่ารถ พลันสายตาข้าพเจ้าก็ไปกระทบกับกระป๋องโค้กซึ่งวางอยู่ข้างทาง ไม่ฟังเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าวิ่งเข้าไปง้างเท้าซ้ายหวดกระป๋องใบนั้นทันที แน่นอนไม่มีคำว่าพลาด มันลอยโด่งไปตกเสียไกล ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็พยายามตัดใจจากเธอ ก็กำลังจะลืมเธอไปแล้ว จนเรียนจบมัธยมปลายแล้วมาทำงาน จนกระทั่งได้ฟังรายการวิทยุที่ว่า จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากสื่อสารถึงเธออีกครั้ง หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ข้าพเจ้าได้รับจดหมายตอบจากเธอ เป็นซองจดหมายและกระดาษเขียนจดหมายอย่างดีสีฟ้า ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก อ่านไปอ่านมาสิบกว่ารอบ จับใจความได้ว่า เธอไม่อาจรับความรู้สึกที่ดีของข้าพเจ้าที่มีต่อเธอได้เพราะเธอมีใครบางคนอยู่แล้ว ข้าพเจ้านึกถึงไอ้หน้าลาวคนนั้นขึ้นมาทันที คิดในใจว่า “แมร่งเอ้ย ถ้าหล่อกว่ากรู กรูสิบ่ว่าซักคำเลย” แต่ว่าข้าพเจ้ากับเธอสามารถเป็นเพื่อนกันได้ (โคตรฮิตเลย “เราเป็นเพื่อนกันเถอะ”) ตอนท้ายเธอบอกว่าประมาณเดือนธันวาคม สถาบันของเธอจะเข้ามาแข่งกีฬาที่กรุงเทพ ถ้าอยากเจอเธอก็มาหาเธอได้ที่สนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาสัย) แต่เป็นความงี่เง่าบวกความโง่เขลาของข้าพเจ้าเองที่ไม่สามารถหาทางไปสนามกีฬาแห่งชาติได้ เพราะมีหัวหน้างานของข้าพเจ้าคนหนึ่งบอกว่าไกลมาก ข้าพเจ้าอยู่แถวลาดกระบังตอนนั้น เค้าบอกว่าอยู่แถวมาบุญครอง ต้องต่อรถไปอีกไกล ข้าพเจ้ามารู้ทีหลังว่าอยู่ติดมาบุญครองเลยเดินไปก็ถึง ก็เลยไม่ได้ไปหาเธอ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ได้ข่าวคราวเกี่ยวกับตัวเธออีกเลย ก็กินแห้วไปตามระเบียบ ภาษาฝรั่งเค้าว่า “Gone With The wind” แปลเป็นไทยว่า “เธอหายไปกับสายลม” แต่ข้าพเจ้าคิดว่ามันน่าจะมีความหมายว่า “โดนแมวคาบไปรับประทานแว้วววว” มากกว่า (ทะแล่ม ทะแลม ทะแล่ม)
ความเศร้าสร้อยที่แสนหวาน
หลังจากที่ข้าพเจ้ากินแห้วจากผู้สาว ที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกที่ดีด้วย ข้าพเจ้าก็พยายามตัดใจ เพราะคิดว่าเค้าคงมีอนาคตที่ดีกว่าตัวเรา เค้าเป็นนักศึกษาต่อไปเรียนจบเค้าก็คงจะไปเป็นครู หรือได้ทำงานดีๆ ตัวเรามันแค่นักรบแรงงานอย่าไปยุ่งกับชีวิตของเค้าเลย เค้ามีชีวิตที่ดีของเขาอยู่แล้ว เราไปตามทางของเราดีกว่า จดหมายฉบับที่เธอตอบมา ข้าพเจ้าเก็บไว้ใต้หมอนอย่างดีคู่กับผ้าซิ่นของแม่ที่มอบให้ข้าพเจ้ามาตอนเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็เริ่มใช้ชีวิต "ZoneTeen"และ "Here" เหลือเกิน ไม่เคยคิดถึงอนาคต อยู่ไปวันๆ ตกเย็นกินแต่เหล้า ถือคติ "ดื่มเพื่อลืมเธอ" มานึกย้อนหลังดูก็เสียดายเวลาช่วงนี้เหลือเกิน ข้าพเจ้าน่าจะเอาเธอเป็นแรงผลักดันชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น ทั้งๆที่ตอนนั้นอายุแค่ 18-19 แต่กลับทำตัวเละเทะเหลือเกิน ได้รับฉายาประจำโรงงานว่า "ดีกรีโลหิต" เพราะเมาทีไรมีเรื่องทุกที ผ่านไปหลายเดือน โรงงานเริ่มรับ สาวๆสวยๆ เข้ามาทำงานใหม่หลายคน ชีวิตข้าพเจ้าก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง มีอยู่คนชื่อ "รุ่งวิไล" เป็นคนอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก อายุประมาณ 17 ปี หน้าตาน่ารักแบบสาวชนบท เธอดูเศร้าๆ ยังไงชอบกล แรกๆ ข้าพเจ้าก็ทำฟอร์มไปช่วยเธอทำงานเพราะเธอเป็นคนใหม่ ยังไม่ค่อยชำนาญงาน ทำไปก็คุยกันไป ข้าพเจ้าก็ยิงมุกตลกตลอด หวังให้เธอได้หัวเราะยิ้มแย้มบ้าง เธอก็หัวเราะบ่อยๆ หน้าตาเธอเริ่มสดใสขึ้น ตกเย็นเลิกงานข้าพเจ้าก็จะเดินไปส่งเธอที่ห้องพักทุกวัน ชีวิตข้าพเจ้าเริ่มเปลี่ยน เริ่มคิดถึงอนาคต ฝันเห็นตัวเองอยู่ในชุดเจ้าบ่าวสุดหรู เธอพักอยู่กับพี่สาว ที่ใกล้ๆ ห้องพักเธอจะมีลำคลองไหลผ่าน จะมีสะพานไม้เล็กๆอยู่ เรามักจะไปนั่งคุยกันที่นั่นทุกเย็น ผ่านไปสามเดือน วันหนึ่งขณะนั่งคุยกันที่เดิม จู่ๆ เธอก็พูดว่า "พี่รู้มั้ย ตอนแรกรุ่งกลัวพี่" ข้าพเจ้าเลยถามกลับว่า "ทำไมหละ? พี่มีอะไรน่ากลัว" น้องรุ่งบอกว่า "พี่ทำไม ไม่ค่อยยิ้มเลย หน้าพี่ดูดุตลอดเวลา เหมือนลวดที่ขึงไว้ตึง พร้อมที่จะขาด" คำพูดของเธอทำให้ข้าพเจ้าต้องหันไปมองหน้าเธออย่างเต็มตาอีกครั้ง ข้าพเจ้าคิดในใจว่าอายุเธอแค่นี้ไม่น่าจะมีความคิดความอ่านพูดได้อย่างนี้ ข้าพเจ้าจึงพูดเล่นๆว่า "พี่เป็นคนขี้เก็กมั้ง จริงๆไม่มีอะไรหรอก พี่เก็กไปงั้นแหละ" แต่เธอกลับพูดอีกว่า "ไม่ใช่หรอก รุ่งแอบดูพี่ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่พี่ยังไม่คุยกันกับรุ่ง พี่เหมือนมีอะไรในใจ" ข้าพเจ้าจึงเฉไฉตอบไปว่า "แล้วเธอหละ มาใหม่ๆ ดูหน้าตาเศร้าๆ มีอะไรหรือเปล่า" เธอมองหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงพูดต่อว่า "พี่ก็แอบมองเธอ ตั้งแต่เธอมาทำงานวันแรกแล้ว" เธอสวนมาทันทีว่า "โกหก อย่ามาหลอกคนบ้านนอกอย่างรุ่งเลย" ข้าพเจ้าเห็นว่าเข้าทางเลยพูดออกไปว่า "คนอย่างพี่เกิดมายังไม่เคยหลอกใครเลย" เธอจึงเปลี่ยนเรื่องคุย "ถามจริงๆเถอะ ทำไมพี่ถึงชอบกินเหล้า" "ไม่รู้สิ เห็นเพื่อนๆกินก็เลยกินตามเพื่อน" ข้าพเจ้าตอบ "เค้าว่าพี่อกหัก พี่ก็เลยเอาแต่เมาใช่มั้ย" เธอรุกต่อ ข้าพเจ้าเงียบไปพักหนึ่ง ในใจคล้ายคิดคำนึงถึงเธอคนนั้น ก็เลยตัดสินใจเล่าความหลังให้รุ่งฟัง ว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไรและบทสรุปสุดท้าย จบยังไง เธอเลยถามว่า "ถ้าพี่ผิดหวังจากรุ่ง พี่จะเสียใจมั้ย" ข้าพเจ้าคิดในใจว่า "อ้าว ทำไมถามแบบนี้หละน้อง" แต่ก็ปากแข็งตอบไปว่า "คงไม่หรอกมั้ง พี่ผิดหวังจนชินแล้ว (นี่โคตรเศร้า) อีกซักทีมันจะเป็นไรไป" เราก็คุยกันต่อไปสักพักใหญ่ ประมาณ 2 ทุ่ม ข้าพเจ้าก็ขอตัวกลับ ก่อนกลับข้าพเจ้าก็เลยชวนเธอไปเที่ยว "อาทิตย์นี้ไปเที่ยวด้วยกันมั้ย" เธอตอบว่า "ถ้าพี่มารับ รุ่งก็ไป" ได้ยินคำนี้ ข้าพเจ้าใจขึ้นมาเป็นกอง ขณะที่กลับ ข้าพเจ้าจะต้องเดินผ่านหอพักของเพื่อนรักของข้าพเจ้า ซึ่งจะต้องตั้งวงกันเกือบทุกวัน ปรกติข้าพเจ้าจะต้องแวะ แต่วันนี้ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจไม่แวะ เพราะกลัวแฮงค์แล้วจะผิดนัดกับรุ่ง เช้าวันต่อมา ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้า แต่งตัวอย่างหล่อ ตามสไตล์หนุ่มอีสานสมัยนั้น คือกางเกงยีนส์สีซีดขาม้า (มียีนส์สุดรักอยู่ 1 ตัว ยี่ห้อ "LEE" ซื้อที่สวนจัตุจักร ) เสื้อยืดสีขาวด้านใน ด้านนอกใส่เสื้อลายสก็อตสีน้ำเงินตัดฟ้า ใส่แว่นกันแดดสีดำ รองเท้านันยาง พูดง่ายๆ คือแต่งตัวสไตล์ตี๋ใหญ่ (เวอชั่นฉัตรชัย เปล่งพานิช) นั่นเอง ประมาณเจ็ดโมงเช้าข้าพเจ้าก็ไปถึงหอพักของรุ่ง ข้าพเจ้าถามเธอว่าอยากไปไหน เดี๋ยวจะพาไป เธอบอกว่า อยากไปสวนจัตุจักร ข้าพเจ้าบอกสบายมากไปมาเป็นสิบๆครั้งแล้ว ตอนแรกคิดว่าเธอจะไปคนเดียว ที่ไหนได้เธอเอาพี่สาวไปด้วย สงสัยเอาไปเป็นไม้กันหมา ใจจริงข้าพเจ้ากะว่าจะพาเธอไปดูหนังที่มีนบุรี และก็แวะซื้อของที่ตลาดแล้วก็กลับแค่นั้น แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็เลยพาขึ้นรถเมล์จากมีนบุรีไปสวนจัตุจักร ประมาณเกือบสิบโมงเช้าพอไปถึงสวนจัตุจักร ข้าพเจ้าก็คิดว่าเธอกับพี่สาวอยากเดินดูของ แต่เธอก็บอกว่านัดน้องสาวไว้แล้วให้มาเจอกันที่นี่ น้องสาวเธออยู่สำโรงเดี๋ยวคงมา ก็รอพักใหญ่ๆ ปรากฏว่าน้องสาวเธอพาเพื่อนมาด้วยกัน 5 คน ข้าพเจ้าคิดในใจ "ซวยแล้วกู มีตังค์แค่สามร้อย ทำไงดีวะ" พอมาถึงก็บอกกันว่าหิวข้าว ยังไม่ได้กินข้าวกันมาเลย ข้าพเจ้าก็ตีหน้ายิ้มๆ แล้วก็ถามว่าจะกินอะไรกัน เดี๋ยวไปซื้อให้ โชคดีที่พวกหล่อนบอกว่าอยากกินข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่าง ก็เลยให้พวกหล่อนนั่งคุยกันใต้ร่มไม้ในสวน คือสมัยก่อนเค้าจะมีบริการให้เช่าสื่อนั่งผืนละ 5 บาท ส่วนข้าพเจ้าก็ไปสั่งส้มตำ 3 ครก ข้าวเหนียว 20 บาท ไก่ย่าง 2 ไม้ คือเค้าจะมีบริการเสริฟถึงที่ สั่งเสร็จข้าพเจ้าก็เดินมานั่งคุยกับพวกสาวๆ ต่อ พอมาถึงข้าพเจ้ามองหน้ารุ่ง เห็นท่าทางเหมือนเธอร้องไห้ ตาแดงๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงจะดีใจที่ได้พบน้องสาวมั้ง พอข้าวเหนียว ส้มตำไก่ย่างมาเสริฟ ข้าพเจ้าเสือกอยากโชว์ บอกคนเสริฟไปว่า "เอาแม่โขงแบนนึง" คืออยากโชว์ความคอแข็งของตัวเองว่างั้นเถอะ พวกสาวๆก็กินไปคุยกันไป ข้าพเจ้าก็รินเหล้าเพียวๆ ค่อยๆ กรึ๊บ ไปทีละนิดละหน่อย อาหารชุดแรกไม่พอก็สั่งมาเพิ่ม ตอนนั้นเริ่มใจใหญ่แล้ว (ตึงหน่อยๆ) ประมาณบ่ายสองก็สั่งเช็คบิล พอเค้าคิดเงินเสร็จ เค้าก็บอกว่า "สามร้อยบาทพอดี" ข้าพเจ้าก็จ่ายตังค์ไป แล้วข้าพเจ้าก็บอกพวกสาวๆ ว่า เดี๋ยวไปห้องน้ำแป๊บนึง แต่จริงๆ ข้าพเจ้าเดินตามคนคิดเงินไป พอตามทันข้าพเจ้าก็เลยถามเค้าว่า "พี่ ผมมีนาฬิกาเรือนนึง พี่จะตีราคาเท่าไหร่ " แล้วข้าพเจ้าก็ถอนนาฬิกาของข้าพเจ้าให้เค้าดู มันเป็นนาฬิกาเข็ม ซื้อตอนได้เงินเดือน เดือนแรก ราคาสามร้อยเก้าสิบบาท เค้าหยิบไปดูแล้วก็พูดว่า "แปดสิบบาทแล้วกันน้อง" ข้าพเจ้าคิดในใจ "ไอ้ here เอ้ย ! กูซื้อมาตั้งเกือบสี่ร้อย มึงคิดให้กูแค่แปดสิบ มึงรู้จักูน้อยไปแล้ว" เลยบอกไปว่า "โอเค แปดสิบก็แปดสิบ ขอบคุณมากครับพี่" รับเงินเสร็จ ข้าพเจ้าก็เดินกลับมาหาพวกสาวๆ อีกครั้ง พวกน้องสาวของรุ่งบอกว่า จะกลับกันแล้ว เพราะสำโรงอยู่ไกล พวกเราก็เลยเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์ พอพวกน้องสาวเธอไป ข้าพเจ้าก็ถามรุ่งว่า เป็นอะไรเที่ยวไม่สนุกหรือ เห็นทำหน้าเศร้าๆ เธอก็บอกว่าไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่เหนื่อยเฉยๆ พี่สาวเธอก็เลยชวนกันกลับ ข้าพเจ้าก็เลยบอก "เอ้ากลับก็กลับ ใจจริงว่าจะพาไปดูหนังนะเนี่ย" (ไอ้ ha มีเงินแค่แปดสิบทำเป็นสปอร์ต) ก็เลยพากันกลับ วันต่อมาเงินเดือนออก รุ่งก็มากระซิบกับข้าพเจ้าว่า "พี่เปี่ยม เย็นนี้พารุ่งไปตลาดมีนบุรีหน่อยสิ" มีหรือที่ข้าพเจ้าจะปฏิเสธ ได้อยู่แล้ว พอเลิกงานเราก็ขึ้นรถสองแถวไปตลาดมีนบุรี พอไปถึงก็เดินดูของไปเรื่อยๆ จนมาถึงร้านขายกระเป๋าใส่เสื้อผ้าสำหรับเดินทาง เธอก็หยุดดู หยิบใบนู้นใบนี้ ข้าพเจ้าก็เลยบอกว่า "รุ่งชอบใบไหน เดี๋ยวพี่ซื้อให้" เธอขอบใจข้าพเจ้ายกใหญ่ แล้วก็เลือกมาใบหนึ่ง ราคาสองร้อยห้าสิบ ข้าพเจ้าก็จ่ายเงินไป ข้าพเจ้าก็เลยชวนเธอกินข้าว แต่เธอบอกว่ายังไม่หิว ก็เลยพากันกลับโดยข้าพเจ้าหิ้วกระเป๋าใบนั้นให้เธอโดยไม่นึกสังหรณ์ใจแม้แต่น้อย พอมาถึงห้องพักเธอรู้สึกมีพิรุธ ลุกลี้ลุกลน ทำหน้าเหมือนเธอลำบากใจ เหมือนกับจะพูดอะไรแต่พูดไม่ออก ไอ้ข้าพเจ้าก็ซื่อเหลือเกิน เสือกถามเธอไปว่า "มีตังค์ใช้มั้ย ถ้าไม่มีบอกพี่" เธอก็ได้แต่พยักหน้า ข้าพเจ้าก็เลยควักเงินให้เธอไปสามร้อย แล้วบอกว่า " พี่ให้ ถ้าไม่มีตั้งค์ใช้ก็บอกพี่" แล้วข้าพเจ้าก็ลากลับ ดูสีหน้าเธอเหมือนเธอโล่งอกอย่างไรไม่รู้ พอข้าพเจ้าเดินออกมาได้สักสองสามก้าว เธอก็เรียกข้าพเจ้า "พี่เปี่ยม" ข้าพเจ้าก็หันหน้ากลับไปมองหน้าเธอ เธอก็มองข้าพเจ้าอยู่สักครู่แล้วก็บอกว่า "ไม่มีอะไรหรอก" ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้สบตากัน ข้าพเจ้าเดินกลับห้องพักซึ่งอยู่ห่างจากที่พักของรุ่งประมาณสามกิโลเมตร แต่ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ตอนนั้นรู้สึกโลกทั้งโลกจะเป็นสีชมพู โลกนี้ช่างน่าอยู่กระไรปานนี้ วันต่อมา ข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นว่า รุ่งไม่มาทำงาน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงไม่สบาย ตั้งใจว่าตกเย็นจะไปเยี่ยมซะหน่อย พอใกล้เลิกงานพี่สาวของเธอก็เดินมาหา แล้วก็ยื่นจดหมายให้ฉบับหนึ่งบอกว่า "รุ่งฝากไว้ให้" ข้าพเจ้ารีบเปิดอ่าน พออ่านจบเข่าแทบร่วง เอาอีกแล้ว ใจความในจดหมายประมาณว่า "ถึง...พี่เปี่ยมที่นับถือ ถ้าพี่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้ รุ่งก็จะคงไปแล้ว รุ่งขอบอกพี่ตามตรงเลยว่า รุ่งแต่งงานแล้ว และมีลูกชายแล้วหนึ่งคนอายุ 1 ขวบ กำลังน่ารัก แต่เนื่องจากรุ่งกับแฟนมีปัญหากัน รุ่งเลยหนีแฟนมาทำงานกับพี่สาว ตั้งใจว่าจะทำงานเก็บเงินสักหนึ่งปี แล้วจะกลับไปอยู่บ้าน แต่วันที่รุ่งไปเจอน้องสาวที่สวนจัตุจักร น้องสาวเพิ่งกลับมาจากบ้านบอกว่า ลูกของรุ่งไม่สบาย ร้องไห้หารุ่งทุกวัน ทำให้รุ่งคิดถึงลูกมาก ตลอดเวลาที่เรารู้จักกัน รุ่งขอบใจพี่มาก ที่ดีกับรุ่งตลอดมา พี่เป็นคนดี สักวันพี่ต้องพบกับคนที่ดี รุ่งรู้ว่าพี่คิดยังไงกับรุ่ง รุ่งขอบคุณพี่มาก แต่เราพบกันช้าไป รุ่งขออวยพรให้พี่มีความสุขมากๆ แล้วลืมรุ่งซะเถอะ รุ่งไม่ใช่คนดีอย่างที่พี่คิดหรอก รุ่งตั้งใจว่าจะบอกความจริงกับพี่ตั้งหลายครั้ง แต่รุ่งไม่กล้า รุ่งกลัวว่าเมื่อพี่รู้ความจริง แล้วพี่จะไปจากรุ่ง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครดีกับุร่งเท่าพี่มาก่อนเลย แต่ชาตินี้รุ่งเกิดมามีกรรม จึงต้องใช้กรรมในชาตินี้ เมื่อวานรุ่งต้องขอโทษพี่ด้วย ที่รุ่งทำเหมือนไล่พี่ แต่ว่าแฟนรุ่งจะมารับตอนสามทุ่ม รุ่งกลัวว่าจะไม่มีเวลาเขียนจดหมายลาพี่ สุดท้ายนี้ ขอให้คุณพระคุ้มครองพี่ รุ่งจะคิดถึงพี่เสมอ ชาตินี้รุ่งบุญน้อย จึงไม่สมหวังในความรัก ชาตินี้รุ่งจะรักพี่เป็นคนสุดท้าย แต่หากชาติหน้ามีจริง ขอให้รุ่งเป็นรักแรกของพี่ด้วยเถอะ ลาก่อน รุ่งวิไล. เมื่อข้าพเจ้าอ่านจดหมายจบ ข้าพเจ้าก็อึ้งไปพักใหญ่ ช็อคเหมือนกัน ไม่คิดว่ามันจะจบเร็วขนาดนี้ ก็เมื่อวานยังไปเที่ยวด้วยกันอยู่เลย ทำให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่า "ชั่วชีวิตมนุษย์...สิ่งที่บันดาลให้หดหู่ รันทด มิใช่การจำพราก...หากเป็นการอยู่ร่วม เพราะหากไม่เคยอยู่ร่วม ไหนเลยมีการจำพรากได้" มันช่างเป็นความเศร้าสร้อยที่แสนหวานจริงๆ ข้าพเจ้ากำลังจะเดินออกประตูโรงงาน เพื่อจะไปขึ้นรถสองแถวกลับห้องพัก อยู่ดีๆ เอาอีกแล้ว ฟ้าฝนทำท่าเริ่มจะตกอีกแล้ว ออกมายืนรอรถสองแถวซักหน่อย ฝนก็ปรอยๆ ลงมา คิดในใจว่า "แม่งเอ้ย คนอกหักนี่ทำไมมันต้องตากฝนด้วยวะ" อย่ากระนั้นเลย ไปหลบฝนที่ร้านขายข้าวแกงหน้าโรงงานดีกว่า พอไปถึงสั่งแม่ค้า "ป้า แม่โขงแบนนึง" และข้าพเจ้าก็นั่งทอดหุ่ย ค่อยๆละเลียดน้ำทองแดงลงคอไปอย่างฝืดคอ นั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ โกวเล้งเคยกล่าวไว้ว่า "สุราไม่อาจคลี่คลายความคับแค้นของผู้ใดได้ แต่สามารถดลบันดาลให้ท่านหลอกตัวเองได้" "ท่านอาจคิดเสพย์สุขอันหวานชื่นของความรัก ก็ต้องกล้ำกลืนความกลัดกลุ้มและปวดร้าวซึ่งสืบเนื่องจากความรักด้วย" สองประโยคข้างบนนี้ ล้วนเป็นจริงที่สุด ขณะที่กำลังขบคิดอยู่ พระอาทิตย์ก็กำลังใกล้จะตกดิน บังเอิญไอ้โต๊ะข้างๆ ไปหยอดตู้เพลง เป็นเพลงของพี่กี้ร์ อริสมัน ชื่อเพลง "ทัดทาน" นั่งฟังไป คิดในใจ "โอ้โห พี่กี้ร์ เพลงนี้พี่แต่งให้ผมหรือเปล่า" "...ทุกค่ำคืน ฝากกับความมืดไป บอกเธอไว้อย่าให้ร้าวรอน บอกตะวันที่ทอแสงอ่อน จะร้อนหนาวเย็น ห่วงเธอ ...รักษาตัว..." พอเหล้าหมดก็สรุปความคิดได้ว่า มันคือโชคชะตา ฟ้าลิขิต คนเราพบพานเพื่อพลัดพราก เธอมีเหตุจำเป็น ไมใช่ความผิดของใครทั้งนั้น เราผิดเองที่ไปยุ่งกับเธอ ได้แต่ปลุกปลอบในตัวเองว่า แล้วมันจะผ่านไป แล้วมันจะผ่านไป สักครู่จึงสั่งแม่ค้ามาคิดเงิน จ่ายเงินเสร็จก็ออกเดินไปเรื่อยๆ คิดในใจ "กูว่าแล้ว โดนแมวคาบไปแDกจนได้ ไอ้ฟายเอ้ย" "เดี๋ยวพรุ่งนี้หาจีบคนใหม่ดีกว่า 5555" (ทะแลม ทะแลม ทะแล่ม)
ก็มันไม่มีใครทำ
"ก็มันไม่มีใครทำ" เมื่อตอนเทศกาลเข้าพรรษาปี 2537 ผมได้มีโอกาสบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นเวลา 1 พรรษา กิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งของผมก็คือคอยไปอุปฐากรับใช้พระอาจารย์ในตอนเย็น ก็แล้วแต่ว่าท่านจะใช้ให้ทำอะไร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการสนทนาธรรมกับอาจารย์ซะมากกว่า อาจารย์ของผมท่านเป็นพระภิกษุชราภาพ อายุท่านในตอนนั้นประมาณ เจ็ดสิบกว่าๆ ท่านคงเหงาไม่ค่อยมีเพื่อนคุย และถ้าผมสงสัยธรรมข้อไหนผมก็จะซักถามอาจารย์ ให้อาจารย์ท่านอธิบายให้ฟังตามประสาที่ท่านผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก อันที่จริงผมรู้จักกับอาจารย์มาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก คือจำความได้ก็เห็นท่านเป็นพระแล้ว แต่ที่ผมประทับใจท่านมากที่สุด เห็นจะเป็นตอนที่ผมอายุประมาณ 5-6 ขวบ สมัยนั้น หมู่บ้านที่ผมอยู่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ พอเริ่มค่ำก็ต้องจุดตะเกียงกัน บังเอิญมีอยู่ค่ำคืนหนึ่ง มียายข้างบ้านคนหนึ่งแกถูกผีเข้า ร้องเสียงดังโหยหวลมาก ชาวบ้านละแวกนั้นตื่นมาดู ผมก็ตื่นขึ้นมาดูกับเขาด้วย ภาพที่ผมเห็นก็คือหญิงชราคนหนึ่งผมเผ้ายุ่งเหยิง มีผู้ชายจับแขนจับขาไว้คนละข้าง แกตะโกนอยู่อย่างเดียวว่า "ปล่อยกู! ปล่อยกู!" แต่เสียงที่ออกมามันไม่ใช่เสียงแก แล้วเหมือนหญิงชราคนนั้นมีพลังมากกว่าผู้ชายที่รุมจับแกไว้ซะอีก เมื่อดูทีท่าว่าแกจะไม่มีทางสงบ หนึ่งในชาวบ้านก็ตะโกนบอกว่า "ใครก็ได้ไปตามพระมาที" พอสิ้นเสียงก็มีสองสามคนเดินไปที่วัด สักพักหนึ่งก็เห็นแสงไฟฉายส่องมาแต่ไกล เมื่อมาใกล้จึงเห็นเป็นพระสี่รูป หนึ่งในนั้นก็มีอาจารย์ของผมด้วย แกเดินนำหน้าเขามาเลยเพราะว่าแกเป็นเจ้าอาวาสนั่นเอง พอมาถึงพระทั้งสี่รูปก็ไม่ฟังเสียง เริ่มสวดอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าพอเริ่มสวด เสียงร้องของยายคนนั้นโหยหวนยิ่งกว่าเก่าอีก ขณะที่สวดมนต์ไปก็เห็นอาจารย์แกเอาน้ำตาเทียนหยดลงบาตรน้ำมนตร์ไปด้วย ประมาณชั่วอึดใจ อาจารย์แกก็เอาน้ำมนต์พรมไปที่ยายคนนั้น ยายแกก็ร้องบอกว่า "กลัวแล้ว กลัวแล้ว" สักพักก็ร้องไห้ อาจารย์ก็ถามว่าเป็นใคร มาจากไหน มายังไง ก็พอจับใจความได้ว่าเป็นญาติของยายคนนั้นนั่นเอง อยู่ที่โน่นอดอยากไม่มีใครทำบุญไปให้ ก็เลยมาเข้ายายคนนี้เพื่ออยากจะบอกให้ลูกหลานทำบุญไปให้บ้าง อาจารย์แกก็เลยบอกว่า โยม ออกไปซะเถอะเดี๋ยวอาตมาจะบอกลูกหลานของโยมให้ พออาจารย์พูดจบยายคนนั้นก็หมดสติไป ชาวบ้านก็ช่วยกันปฐมพยาบาล พอแกฟื้นขึ้นมาอาจารย์ก็บอกว่าญาติมาหาอยากจะให้โยมทำบุญให้เขาบ้าง ยายคนนั้นก็รับปากแล้วก็ก้มลงกราบอาจารย์ อาจารย์ก็เลยรดน้ำมันต์ให้ พอเสร็จเรื่องทั้งพระทั้งคนก็เลยแยกย้ายกันไป ครั้นพอผมบวชได้วันแรก พลบค่ำผมก็ไปหาอาจารย์ที่กุฎิ นั่งคุยกันไปสักพักผมก็ถามอาจารย์ว่า "อาจารย์ครับ โลกนี้มีสัมภเวสีและโอปาติกกะหรือเปล่าครับ" อาจารย์ได้ยิน ท่านก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วตอบว่า "อะไรกัน บวชวันแรกก็ถามถึงผีเลยรึ" "ไม่มีหรอกท่าน" ผมก็เลยร้อง "อ้าว ถ้าไม่มีแล้วตอนนั้นหละครับอาจารย์" แล้วผมก็ทบทวนเหตุการณ์ในวันนั้นให้อาจารย์ฟัง คือผมคิดว่าอาจารย์คงจะลืม พอผมเล่าจบ อาจารย์ก็ร้อง "อ๋อ ตอนนั้นนั่นเอง" แล้วแกก็เล่าให้ผมฟังว่า สมัยก่อนอะไรๆ มันก็ไม่ค่อยมี โรงบาลก็ไม่มี โรงเรียนก็ไม่มี ใครเป็นอะไรส่วนมากก็จะมาที่วัดเอาพระเป็นที่พึ่ง เวลาญาติโยมมานิมนต์ไปไหนท่านก็ต้องไปจะไปปฏิเสธเขาก็ไม่ได้ ใกล้ไกลแค่ไหนก็ต้องไป แกบอกว่าถ้าชาวบ้านเขาพึ่งเราไม่ได้แล้วเขาจะไปพึ่งใคร แล้วอาจารย์ท่านก็พูดต่อว่า "ก็มันไม่มีคนทำ เราก็เลยต้องทำ" แต่ท่านก็เฉลยว่าจริงๆอาจารย์ก็ไม่รู้วิธีปราบผีหรอก เพียงแต่อธิษฐานในใจเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แล้วก็เอาบทสวดมนต์จากบทเจ็ดตำนานนั่นแหละสวด ซึ่งอาจารย์ท่านก็บอกว่าก็ได้ผลทุกครั้ง ผมเลยถามอาจารย์ว่า "แล้วตอนนั้นอาจารย์ไม่กลัวหรือครับ" "กลัวผีหนะหรือ" "อย่าไปกลัวเลยพวกนี้น่าสงสาร" อาจารย์ตอบ แล้วท่านก็บอกต่อว่า "ผีพวกนี้อย่าไปกลัว ให้กลัวพวกผีขี้เหล้า ผีการพนัน ผีขี้เกียจขี้คร้าน อย่าไปเข้าใกล้" คืนนั้นเราจึงจบการสนทนาไว้เพียงแค่นั้น เมื่อบวชไปได้ประมาณสักกลางพรรษา มีอยู่วันหนึ่งไม่รู้แมวจรจัดมาจากไหน มาตายอยู่ที่หน้ากุฎิอาจารย์ ตกเย็นพอผมและพระรูปอื่นไปหาอาจารย์ ท่านก็บอกว่า "เดี๋ยวพวกพระช่วยกันขุดหลุมฝังแมวที" ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอาไร แต่ขณะที่ขุดหลุมผมก็ถามอาจารย์ว่า "อาจารย์ครับ พระขุดดินนี่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ไม่ใช่หรือครับ" คือตอนนั้นเคร่งว่างั้นเถอะ อาจารย์หัวเราะก็เลยถามกลับว่า "อ้าว ถ้าท่านปล่อยไว้ เป็นซากศพเน่าเหม็น แล้วใครจะมาจัดการหละท่าน" ผมก็เลยถามกลับว่า "ถ้างั้นพวกเราก็ต้องตกนรกกันหมดสิครับอาจารย์" อาจารย์ก็เลยบอกอย่างเมตตาว่า "ก็มันไม่มีคนทำ เราก็เลยต้องทำ" "เพราะว่าเราเป็นพระอยู่อาศัยในวัด เราก็ต้องดูแลวัด จะให้โยมที่ไหนมาคอยดูแลวัดให้เรา เราอยู่เราก็ต้องทำเอง" ผมก็ได้แต่รับปากอาจารย์ว่าเข้าใจ แต่จริงๆเหมือนมันยังมีอะไรติดอยู่ในใจ อาจารย์ท่านก็คงจะดูออก พอจัดการฝังศพแมวเสร็จ ท่านจึงเรียกเข้าไปคุยกันที่ชานกุฎิของท่าน พอนั่งลงเป็นที่เรียบร้อยท่านก็พูดว่า "เคยฟังนิทานเซนมั้ย จะเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง" เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยหนึ่งมีพระภิกษุ 2 รูป ธุดงค์ไปด้วยกัน มีพระพรรษามาก กับ พรรษาน้อย จนกระทั่งทั้งคู่ต้องข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่จำเป็นต้องเดินข้าม เพราะสะพานข้ามแม่น้ำขาดเสียหายพระทั้งสองรูปพบผู้หญิงผู้หนึ่ง ซึ่งไม่สามารถข้ามแม่น้ำไปได้เนื่องจากสะพานขาด ผู้หญิงคนนั้นจึงขอร้องแก่พระทั้งสองว่า ได้โปรดช่วยพาเธอข้ามแม่น้ำแห่งนี้ไปเถอะ เพราะแม่ที่เจ็บป่วยรอเธออยู่ที่บ้าน เธอไปซื้อยาในเมืองมา พอขากลับกลับพบว่าสะพานขาดเสียแล้ว ได้ยินดังนั้นพระพรรษามากจึงอาสาจะให้ผู้หญิงนั้นขี่หลังแล้วข้ามฟากไป พระพรรษาน้อยเห็นอย่างนั้น จึงรู้สึกขุ่นเคืองว่าทำไมพระพรรษามากจึงทำอย่างนั้น ไม่สำรวมระวังเลย ทั้งๆ ที่เป็นพระไม่ควรจะสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้หญิงขนาดนี้ ต้องอาบัติข้อหนัก เป็นบาปอันใหญ่หลวง ต้องตกนรกหมกไหม้ แต่ก็คิดอยู่ในใจไม่ได้ถามพระพรรษามาก หลังจากที่ข้ามฟากเสร็จ พระทั้งสองรูปและผู้หญิงต่างก็แยกย้ายไปตามทางของตน แต่ในใจของพระพรรษาน้อยยังคงคิดวนเวียน ตั้งคำถามในใจตลอดเวลาว่า การกระทำของพระพรรษามากนั้นไม่เป็นการสมควรกับนักบวช คิดวุ่นวายอยู่อย่างนั้นเก็บเงียบอยู่ในใจ ไม่ถามพระพรรษามาก ท่านคิดวนเวียนอยู่อย่างนั้น ทำให้ท่านแทบบ้า จนมาถึงจุดหยุดพักพระพรรษาน้อยอดทนเก็บเรื่องในใจต่อไปอีกไม่ไหว จึงถามพระพรรษามากว่า ท่านทำไมไม่สำรวมถึงความเป็นพระเลย ทำไมถึงได้สัมผัสผู้หญิงและผู้หญิงคนนั้นเป็นคนสวยเสียด้วย ท่านเป็นคนบอกผมเองว่า ท่านเป็นพระที่บริสุทธิ์ไม่ใช่หรือ? พระพรรษามากประหลาดใจ แล้วย้อนกลับไปถามพระพรรษาน้อยว่า "อาตมาวางผู้หญิงสวยคนนั้นไปตั้งนานแล้ว แต่เหตุใดท่านยังอุ้มผู้หญิงคนนั้นอยู่อีกเล่า" พอฟังจบผมก็ได้แต่ "แบะ แบะ แบะ" คือใบ้กิน ตีความหมายไม่ออก อาจารย์จะสื่อถึงอะไร บอกตามตรงตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลย แต่ผมก็ไม่ได้ซักถามอะไรกับอาจารย์อีก คล้ายเรื่องนี้มันติดค้างคาอยู่ในใจ จวบจนกระทั่งผมลาสิกขาจากเพศบรรพชิตไป ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี หลังจากที่ผมสึกออกมา ก็มาทำงานที่โรงงานแห่งเดิม ซึ่งสภาพโรงงานตอนนั้นยังไม่มีกำแพง ทั้งสองฝั่งของโรงงาน ยังเป็นทุ่งนาโล่งกว้าง ตอนนั้นผมมีหน้าที่คุมสต๊อกสินค้าและจัดบรรทุกสินค้า ซึ่งสินค้าก็ได้แก่เสาเข็มและแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป มันเป็นงานกลางแจ้งต้องตากแดดวันละแปดชั่วโมง มีคนเคยถามว่าไม่ร้อนหรือ ตอนนั้นผมเพิ่งจะเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางของจอมยุทธแล้ว จึงตอบแบบสำนวนนิยายกำลังภายในว่า "อากาศหนะไม่ร้อนหรอก ใจคนต่างหากที่ร้อน" มีอยู่วันหนึ่งมีงูเลื้อยเข้ามาในโรงงานบริเวณสต็อกสินค้าแต่อยู่นอกเขตที่ผมรับผิดชอบ มีคนเห็นจึงไปตีงูตาย แต่ตีแล้วดันไม่มีใครเอาไปทิ้ง ปล่อยทิ้งซากงูไว้อย่างนั้น จนสองสามวันผ่านไป ซากงูก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็นมาก เมื่อผมทราบเรื่องผมจึงไปดู ก็เห็นซากงูขนาดยาวประมาณเมตรครึ่งถึงสองเมตรเริ่มบวมอืด คาดว่าน่าจะเป็นงูสิงห์ ผมจึงไปหาทินเนอร์กับเศษผ้ามา ก็กะว่าจะเผาเลย พอผมเตรียมอุปกรณ์ครบจะเริ่มเผา เสือกมีคนมามุงดูกันสักเจ็ดแปดคน ไม่ใช่ใครที่ไหนก็พวกลูกน้องผมทั้งนั้น ผมเกิดความมันขึ้นมาเลยอยากแสดงอะไรสักหน่อย พอดีตอนนั้นนึกถึงวรรณกรรมเรื่อง "สามก๊ก" ตอนที่ขงเบ้งทำพิธีเรียกลมเรียกฝน ก็เลยอยากทำอะไรให้มันดูขลังๆ หน่อย ผมก็เลยหาเศษไม้เศษผ้ามาวางทำเป็นกองฟืน พอได้ขนาดพอเหมาะก็นำซากงูไปวาง แล้วก็เอาทินเนอร์ราดไปบนกองฟืนและตัวงู และผมก็นั่งยองๆแบบหลวงพ่อคูณเอาไม้ขนาดยาวสองเมตรมาจี้ไปที่ตัวงู ก็เลยทำพิธีบังสุกุลให้งู ผมก็ท่องบทบังสุกุลตายออกมา "อนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน อุปปัชชิสะวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโข สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดและแตกดับไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป ดับการเกิดการตายของสังขารเหล่านั้น เสียได้ นับเป็นความสุข" ผมกลัวว่าจะไม่ขลังก็เลยแถมบังสุกุลเป็นอีกบท "อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัดถ้ง วะ กะลิงคะรัง ร่างกายนี้อีกไม่ช้าไม่นานนักจักนอนทับซึ่งแผ่นดิน ครั้นปราศจากวิญญาณ อันเขาทิ้งเสียแล้วก็ประดุจดังท่อนไม้และท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้" ผมสวดทั้งบาลีและแปลไทยให้ด้วยเลย พอท่องจบก็จุดไม้ขีดไฟโยนลงไป ไฟก็ลุกพรึบขึ้นมา พอไฟเริ่มลุก ผมก็เลยแกล้งทำปากขมุบขมิบและก็เป่าปากออกมาและก็พูดว่า "เอาละ เสร็จพิธีแล้ว" แล้วก็ค่อยๆเดินอย่างสำรวมออกไป จริงๆจุดมุ่งหมายของผมไม่ใช่อะไรหรอกเพียงแต่พวกลูกน้องที่ทำงานอยู่กับผมส่วนใหญ่ เป็นพวกเด็กอีสานซึ่งอายุประมาณ 16-19 ปี เด็กพวกนี้โลกทัศน์ยังแคบอยู่ เงินค่าแรงที่หามาได้ส่วนใหญ่ก็จะเอาไปกินเหล้ากินยาหรือนำไปใช้ในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ คือเค้าก็ทำตามรุ่นก่อนที่เค้าพบเห็นมา หมดหน้านาก็เข้ากรุงเทพ พอถึงหน้าทำนาก็กลับบ้าน ชีวิตพวกเขาถ้าไม่มีสิ่งใดยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ ก็กลัวว่าสักวันหนึ่งพวกเขา อาจจะหลงไปสู่ในทางที่ไม่ดีก็ได้ คือในใจผมต้องการสร้างความเชื่อถือให้ตัวเองก่อน ต่อไปถ้าผมบอกอะไรจะได้เชื่อ ซึ่งจะได้ผลหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพวกเด็กๆ มักจะให้ผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อองค์นั้น องค์นี้ ที่ดังๆ เช่น หลวงพ่อคูณ หลวงปู่แหวน หลวงปู่มั่น หลวงปู่โต๊ะ หลวงพ่อเงิน หลวงพ่อโต หลวงปู่ทวด ฯลฯ คือส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับอภินิหารหรือเกร็ดประวัติที่น่าสนใจต่างๆ แต่ผมก็สอดแทรกเกี่ยวกับศีล 5 หรือคุณธรรมเบื้องต้นเข้าไป ว่างๆก็ชวนกันส่องพระบ้าง ผมก็ไม่รู้หรอกว่าแต่ละคนจะได้ความรู้ความเข้าใจแค่ไหนไปต่อยอดความคิดได้หรือไม่ ก็แล้วแต่เวรกรรมของแต่ละคน ในเวลานั้นนั่นเองผมถึงเข้าใจความหมายของนิทานเซนที่อาจารย์เล่าให้ฟัง ผมก็ได้แต่คิดในใจว่า "ก็มันไม่มีใครทำ"
จอมขมังเวทย์
ในตอนที่ข้าพเจ้าบวชอยู่นั้น ข้าพเจ้ามักจะถามอาจารย์ของข้าพเจ้าว่า "อาจารย์มีคาถาอะไรที่เด็ดๆ มั้ยครับ ถ้ามีขอผมสักคาถาหนึ่งเถอะครับ" ขณะที่ข้าพเจ้าบรรพชาอุปสมบทอยู่นั้น บังเอิญได้ไปเจอคัมภีร์ใบลานเก่าๆ ซึ่งเก็บไว้บนกุฏิ ซึ่งเป็นอักษรขอมก็เลยไปซื้อหนังสือมาแกะว่าอักษรขอมที่อยู่ในใบลานนั้น อ่านว่าอะไร ก็มีอยู่คาถานึงที่เป็นคาถาแนวอยู่ยงคงกะพัน ซึ่งใช้เสกข้าวฉัน เสกไตรจีวร ก่อนห่ม ข้าพเจ้าก็เลยทดลองทำตามที่คัมภีร์ใบลานบอกไว้ พอข้าพเจ้าทดลองท่องคาถาได้ประมาณเกือบเดือน ก็ลองวิชา ครั้งแรกข้าพเจ้าไปบริจาคเลือด คือมันตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม พอหมอจะเจาะแขน ข้าพเจ้าก็อธิษฐานในใจว่า ถ้าคาถาที่ท่องมาศักดิ์สิทธิ์จริง ขออย่าให้หมอแทงเข็มเข้าเลย ปรากฏว่าหมอแทงยังไงก็แทงไม่เข้า ทั้งสองแขน ข้าพเจ้าก็คิดในใจว่า โอ้โห ศักดิ์จริงๆ สงสัยเราจะเหนียวแล้วโว้ย พอใกล้จะออกพรรษาจะสึก ก่อนจะสึกก็เลยไปถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อเป็นที่ระลึกที่ร้านมีกวงแถวคลังใหม่ พอช่างกำลังจะถ่ายรูป ข้าพเจ้าก็ลองวิชาอีก ก็ท่องคาถามหาอุตต์ แล้วอธิษฐานว่าถ้าขลังจริงขออย่าให้ช่างกดชัตเตอร์ลงเลย ปรากฏว่า ช่างกดชัตเตอร์ยังไงก็กดไม่ลงถ่ายไม่ได้ ต้องเปลี่ยนกล้อง นี่แหละทั้งสองเหตุการณ์ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจว่าข้าพเจ้าสำเร็จแล้ว พอออกพรรษารับกฐินเรียบร้อย ก็สึกจากพระก็ไปทำงาน มีอยู่วันหนึ่งก็ทะเลาะกับภรรยาอีก ก็เรื่องเดิมๆ เถียงกันไปเถียงกันมา แฟนข้าพเจ้าคว้ามีดทำครัวได้ (เป็นมีดแบบปังตอขนาดประมาณฝ่ามือ) ข้าพเจ้าก็คิดในใจว่า จะกลัวทำไมกรูเหนียวนี่หว่า ก็เลยตะโกนออกไป "มรึงแน่จริง มรึงฟันเลย" แฟนเสือกบ้าจี้พูดจบปั๊บ แมร่งฟันจริงๆ ข้าพเจ้าเอามือซ้ายรับ พร้อมยื้อแย่งมีดกัน ตอนแรกยังไม่รู้สึกเจ็บ คิดว่าไม่เข้า แต่เห็นเลือดไหลออกมาเปื้อนมือทั้งสองคน  ในใจเป็นห่วงแฟนจึงบอก "เธอ ! ปล่อยมีด มีดบาดเธอแล้ว" พอแฟนปล่อยมือ แฟนดูมือตัวเองแล้วพูดว่า "ไม่ใช่เลือดฉัน"  อ้าวแล้วแมร่งเลือดใคร พอดูมือตัวเองเห็นแดงทีแรก นึกว่าของแฟน ที่ไหนได้ "ไอ้ here ของกรูทั้งนั้น" ผลสรุปเย็บไป 12 เข็ม นิ้วนางเกือบขาด ดีที่ไม่โดนนิ้วกลาง ไม่งั้นแจกคาราบาวเพื่อนๆไม่ได้
mission impossible
ท่ามกลางกำแพงหมอกอันหนาตาและสายฝนโปรยปรายอย่างไม่หยุดยั้ง ของช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาว ภายใน Office อันโอ่อ่าของ “กงกง” บรรยากาศในนั้นเต็มไปด้วยรังสีของการเผชิญหน้า มันเป็นการประจันหน้ากันระหว่าง มารวิเคราะห์แสวงพ่ายกับกงกงผู้ไร้เทียมทาน ฝ่ายหนึ่งยืน อีกฝ่ายหนึ่งนั่งบนเก้าอี้นวมอันหนานุ่ม ซึ่งขนาดพอเหมาะกันก้นของมันเหลือเกิน กงกง : “ข้ามีภารกิจลับสุดยอดชิ้นหนึ่งที่อยากให้เจ้าทำ” มารวิเคราะห์ : “เป็นงานอันใดหรือ” กงกง : “คุ้มครองสินค้าจากนครหลวง มาที่สำนักของเรา” มารวิเคราะห์ : “เป็นสินค้าชนิดไหน” กงกง : “บัตรเลือกตั้ง” มารวิเคราะห์ :“ทำไมต้องเป็นข้า ไฉน ท่านไม่ให้ แรมโบ้ ไป” กงกง : “แรมโบ้ มันพวกบู๊ล้างผลาญ งานนี้เป็นภารกิจลับ มันไม่เหมาะหรอก” มารวิเคราะห์ : “อ้าว! งั้นให้ Batman ไปก็ได้” กงกง : “เจ้าก็รู้ Batman มันรับแต่งานกะกลางคืน กะกลางวันมันไม่รับ งานนี้เราต้องปฏิบัติการตอนกลางวัน” มารวิเคราะห์ : “อินเดียน่า โจนน์ หละ ข้าว่าฝีมือมันไม่เลว” กงกง : “มึงจะให้มันไปค้นหาขุมสมบัติหรือไง มันไปก็ไปวิ่งหนีอย่างเดียว มึงนั่นแหละไป อย่าเรื่องมาก นี่คือภารกิจที่ปฏิเสธไม่ได้” มารวิเคราะห์มันคิดในใจ “กรูอีกแระ” แต่มันก็ตอบตามสูตรการเป็นจอหงวนที่ดีว่า “ได้ครับพี่ ดีครับท่าน ถูกต้องครับผม เหมาะสมแล้วครับ” มันถามต่อว่า “เมื่อไหร่” กงกง : “วันจันทร์ที่จะถึงนี้” มารวิเคราะห์ : “โอเค บอส” กงกง : “ข้าจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อน พอดีข้าได้บำเหน็จมาก้อนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะไปเดินอ่อยเหยื่อแถวสยามพารากอนหน่อย อิ อิ อิ” แล้วกงกงก็หัวเราะตามสไตล์ของตงฟางปุ๊ป้ายจากหนังเรื่อง "เดชคัมภีร์เทวดา" หลังจบเสียงหัวเราะ กงกงมันกล่าวต่อ “จุดหมายที่เราจะไป เจ้าไปเองได้ใช่มั้ย ไปถูกหรือเปล่า” มารวิเคราะห์ : “ครับบอส” มันพูดแค่นั้นแต่ในใจมันคิด “กรุงเทพฯหนะ “ป้าขี้”ของกรู (หมายเหตุ: “ป่าขี้” เป็นสำนวนแปลว่า “ที่คุ้นเคย หรือที่ที่ไปมาบ่อยแล้ว”) กงกง : “แล้วพบกันวันจันทร์ จำไว้ว่าภารกิจนี้สำคัญมาก อย่าลืม ! เตรียมทุกอย่างไปให้พร้อม ไปได้แล้ว” มารวิเคราะห์ : “ทราบครับผม ยินดีรับใช้คร๊าบบบ” มารวิเคราะห์มันยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย มันรู้ว่ากงกงรู้ใจมันที่ชอบบินเดี่ยว มันไม่ชอบติดตามใครและไม่ชอบให้ใครติดตาม มันเป็นพวกไปมาไร้ร่องรอยเสมอ *************************************************************************************** เมื่อเข้ามาในสำนักงานโรงพิมพ์ ในนั้นมีสตรีทำงานอยู่สี่ห้าคน พอไปถึงบอสกงกงก็ไม่ฟังเสียงอะไรทั้งสิ้นนั่งลงบนเก้าอี้ทันที แต่มารวิเคราะห์มันแกล้งรอจังหวะอยู่นิดนึง มีสตรีนางหนึ่งกล่าวกับมันว่า “เชิญนั่งคะ ท่านปลัด” นี่แหละช็อตนี้แหละที่มารวิเคราะห์มันต้องการ มันหันไปมองหน้ากงกง กงกงมองหน้ามันอย่างงงๆ พร้อมกับตาค้าง มารวิเคราะห์มันจึงขยิบตาหนึ่งข้างให้กงกง มารวิเคราะห์มันรู้ใจบอสกงกงว่าเป็นคน ”แค้นง่าย หายยาก” เดี๋ยวบอสต้องเอาคืนมันแน่นอน บอสกงกงพาหลานสาวดรุณีน้อยวัย 5 ขวบมาด้วย มารวิเคราะห์มันจึงแกล้งทักบอสกงกง ดังๆว่า “พาลูกสาวมาด้วยหรือครับบอส” สตรีที่อยู่ในที่นั้นหันมาบอสกงกงเป็นตาเดียว บอสกงกงสบตามารวิเคราะห์เป็นความหมายว่า “เล่นกูอีกดอกแล้วนะมึง” แต่มารวิเคราะห์ทำเฉยทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ ส่งสายตาให้สาวๆต่อไป (โคตรมึน) ในที่สุดก็ได้รับสินค้า ขณะที่มารวิเคราะห์กำลังใช้สมาธิเพ่งนับจำนวนบัตรว่าครบตามจำนวนหรือไม่ จู่ๆ บอกสกงกงก็เอ่ยวาจาดังพอคนทั้งห้องได้ยินออกมาว่า “มาเมืองหลวงทั้งที เจ้าซื้ออะไรไปฝากฮูหยินเจ้าหรือไม่” มารวิเคราะห์มันคิด “อ้าว! เล่นกูคืนแล้วมั้ยหละ” แต่มันยังคงก้มหน้านับบัตรต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่บอสกงกงยังไม่หยุดแค่นั้น ยังขยี้ต่อไปอีกว่า “คนเราอยู่ด้วยกัน เป็นคู่สามีภรรยากันแล้ว เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องมีของฝากบ้าง” อื้อหือ กระบวนท่า “วจีกระบี่ไร้น้ำใจ” ของบอสกงกงเพลงนี้เป็นสุดยอดโคตรกระบวนท่าจริงๆ ถ้าฟังแบบไม่คิดอาไรเหมือนหวังดีเลย แต่มรึงจะพูดอาไรตอนนี้ มารวิเคราะห์มันเห็นว่าถ้าอยู่เฉยๆ เห็นจะไม่ได้การต้องสกัดเพลงกระบี่ของกงกงซะก่อน มันเลยกล่าวว่า “หากแม้นท่านกงกงไม่มีกิจธุระอันใด ขอเชิญท่านกงกงลงมือ ช่วยข้านับบัตรเลือกตั้งด้วยเถิด ภารกิจของเราจะได้สำเร็จเร็วขึ้น” บอสกงกงสะดุ้ง ไม่คิดว่ามารวิเคราะห์จะมาไม้นี้ มันจึงจำเป็นต้องลงมือช่วยมารวิเคราะห์นับจำนวนสินค้าอย่างเสียไม่ได้ เมื่อนับสินค้าครบตามจำนวนเสร็จเรียบร้อย ก็มีการเซ็นเอกสารกันนิดหน่อย หลังจากนั้นจึงมีการมอบสินค้ากัน สินค้าทั้งหมดบรรจุอยู่ในกล่องขนาดพอประมาณ 3 กล่อง เป็นกงกงที่กล่าวออกมาก่อนว่า “เจ้าคุ้มครองรักษาสินค้าทั้งหมดไปถึงที่สำนักของเราให้ได้” มารวิเคราะห์มันมองดูสินค้าแล้วตอบว่า “ท่านไม่คิดจะเอาไปสักกล่องเลยหรือ” กงกงหัวเราะตามสไตล์ของมัน “อิ อิ อิ สินค้าทั้งหมดมิควรแยกจากกัน มรึงนั่นแหละขนไปทั้งหมด” (ลูกพี่กรูแมร่งโคตรแมนเลย”) กงกงมันถามต่อ “เจ้ามีกิจธุระไปแห่งใดหรือไม่” มารวิเคราะห์ : “ข้าว่าจะแวะไปทำเนียบอัครเสนาบดีสักหน่อย ได้ข่าวว่ามันถูกยึดโดยพรรคพันธมิตรเสื้อเหลือง ท่านกงกงจะไปกับข้ามั้ยหละ” กงกง : “มรึงจะไปทำ Here! อาไร ที่นั่นไม่เหมาะที่คนอย่างเจ้าจะไป” มารวิเคราะห์ : “ข้ารู้ว่าที่นั่นเป็นที่ “อโคจร”ของข้า เพียงแต่อยากไปดูแค่นั้น” กงกง : “ถ้าเจ้าไป ข้าเกรงว่าสินค้าของเราจะไม่ปลอดภัย เจ้ารีบกลับสำนักเราดีกว่า” มารวิเคราะห์ : “ความกลัวทำให้เสื่อม ความกลัวเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง พิชิตความกลัวให้ได้ แล้วท่านจะพิชิตผู้อื่น” กงกง : “ไม่ต้องมาทำเป็นคมมาก ข้าขอสั่งให้เจ้ากลับสำนักเรา “เดี๋ยวนี้” "DO IT NOW” มารวิเคราะห์ : “O.K. บอส” ในที่สุดก็ตกลงที่จะเดินทางกลับสำนัก ขณะที่นั่งบนรถแท็กซี่ไปหมอชิต 2 จู่ๆ กงกงก็ชวนคุยขึ้นมาว่า “เจ้ามีสหายอยู่ในนครหลวงหรือไม่” มารวิเคราะห์มันตอบสั้นๆ “พอมีบ้าง ทำไมรึ” กงกงจึงกล่าวต่อ “ข้ามีสหายมากมายอยู่ในนครหลวง เจ้าเคยได้ยินชื่อบ้างมั้ย เช่น ปุ๊ ระเบิดขวด ,ดำ เอสโซ่,แหลมสิงห์” มารวิเคราะห์คิดในใจ “อื้อหือ! เพื่อนมรึงมีแต่โหดๆน้อ” แต่มันก็ตอบไปว่า “ยุทธภพกว้างใหญ่ ข้าความสามารถยังน้อย มิกล้ารู้จักสหายของท่านดอก สหายข้ามีแต่พวก หนู คลองเตย,สายันต์ ดอกสะเดา,อ่าง เชิญยิ้ม” (มีแต่พวกตลก) ทั้งสองจึงจบการสนทนาไว้เพียงแค่นั้น เมื่อมาถึงสถานีขนส่งหมอชิต 2 มารวิเคราะห์มันเอ่ยกับกงกงว่า “เชิญท่านกงกง ล่วงหน้าไปก่อน ส่วนข้าอีกซักชั่วยาม ข้าถึงจะเดินทาง” กงกงสงสัย “อ้าว! ไม่กลับพร้อมกันหรือ” จริงๆ มารวิเคราะห์มันอยากจะบอกกงกงเหลือเกินว่า “กรูหิวข้าว นี่จะเที่ยงแล้ว ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องกรูเลย รีบมาเพราะมรึงนี่แหละ” แต่ด้วยศักดิ์ศรี มันจึงตอบเลี่ยงไปว่า “ขอตัวไปทำธุระแถวนี้หน่อย” กงกงจึงบอกว่า “โอเค เมื่อถึงสำนัก เจ้าต้องรายงานสถานการณ์ให้ข้าทราบด้วย” “ครับบอส” มารวิเคราะห์มันตอบแค่นั้น เมื่อแยกทางกับกงกง มันก็หิ้วของพะรุงพะรัง ไปเปลี่ยนชุดกลับมาเป็นวิเคราะห์บ้านนอกภูธรเหมือนเดิม แล้วมันก็ไปหาอะไรใส่ท้อง เสร็จจากนั้นมันก็เดินดูของรอบๆ หมอชิต 2 ประมาณ 1 ชั่วยาม มันจึงไปซื้อตั๋วขึ้นรถกลับสำนัก เมื่อรถเริ่มออก เขาก็จะฉายหนังให้ดู มีหนังตัวอย่างสักสี่ห้าเรื่อง พอฉายจริงมันแทบจะลงจากรถ เพราะหนังเรื่องนี้เสือกบอกว่า “ให้เสียงภาษาไทยโดย “พันธมิตร” มารวิเคราะห์มันคิดในใจว่า “อาไรวะ ขนาดบนรถทัวยังมีหนังของพวกนี้อีก” หลังจากนั้นประมาณสี่ชั่วยาม มันก็เดินทางกลับมาถึงโคราชซิตี้ มันหิ้วสินค้าไปหาพาหนะคู่ใจ ก่อนที่มันจะควบอาชาโลหิต มันโทรศัพท์ไปบอสกงกง บอสกงกง :”ว่าไง” มารวิเคราะห์ : “ยี่สิบสี่ สิบหกสามศูนย์ ยี่สิบสอง บ.ข.ส.ใหม่ สี่ สี่สิบห้า กำลังจะยี่สิบห้า ศูนย์หนึ่ง ทราบแล้วเปลี่ยน” บอสกงกง : “อาไรของมรึง ไม่ต้องพูดภาษา ว. เอาแบบธรรมดา” มารวิเคราะห์ : “ครับบอส ตอนนี้ 16.30 น. ได้นำสินค้ามาถึงโคราชเรียบร้อยแล้ว ภารกิจราบรื่นครับผม” บอสกงกง : “โอเค! ดีมาก กลับไปอย่าลืมไปทำเบิกค่าเดินทาง เอาเป็นแบบเดินทางเป็นหมู่คณะนะ” มารวิเคราะห์ : “ครับบอส” (หมู่คณะยังไง แยกกันไปชัดๆ”) ในที่สุดมันจึงกลับถึงที่พักของมันโดยสวัสดิภาพ มันได้แต่คิดในใจ “เฮ้อ! จบภารกิจเสียที แต่แมร่ง! นั่งรถ เมื่อยตูด Shipหาย ฝากไว้ก่อนนะกงกง” จบบริบูรณ์.
เผชิญแม่ชีสำนักง้อไบ๊
ขณะที่มารวิเคราะห์กำลังนิทราและอยู่ในความฝันอันแสนหวานอย่างมีความสุข พลันเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้มันงัวเงียมัวขี้ตาตื่นขึ้นมา มันค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์อย่างยากเย็น มันยกหน้าจอขึ้นมาดู อ้าว! เบอร์กงกงนี่หว่า “อีหยังบอส” มันกรอกเสียงไปตามสาย ทางปลายสายตอบมา “เฮ้ย! ทักกี้ Wher are you? งานเข้าแล้ว รีบมา” มารวิเคราะห์มันงงงานอะไรเข้าวะจึงถามกลับไป “งานอะหยังบอส” เสียงบอสตอบกลับมา “อ้าว! ก็ประลองยุทธกับสำนักง้อไบ๊งัย เจ้าลืมแล้วหรือ” เมื่อจบประโยคนี้ประสาททุกส่วนของมารวิเคราะห์ประสาทของมันตื่นตัวเต็มที่ มันจึงเอ่ยวาจาออกไปว่า “สำนักแม่ชีง้อไบ๊มาแล้วรึ มาเร็วกว่าที่ข้าคำนวณไว้เสียอีก หึ หึ ข้าอยากเจอมานานแล้ว รอสักครู่ ข้าจะไปที่สำนักเดี๋ยวนี้” เมื่อมารวิเคราะห์มาถึงสำนัก มันก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งความคร่ำเคร่ง เอาจริงเอาจัง เมื่อมันเดินเข้าไปที่ลานประลอง ศิษย์น้องในสำนักเข้ามากระซิบว่า “แม่ชี รอศิษย์พี่อยู่นานแล้ว” มันรู้ตัวมันว่าพลาดอย่างแรงที่ปล่อยให้คู่ประลองของมันต้องรอ ปรกติมันมักจะไปรอคู่ต่อสู้ของมันเสมอ แต่วันนี้ไม่ใช่ มันคิดในใจ “ฤกษ์ไม่ดีเลยกรู” มันได้กลิ่นของความพ่ายแพ้อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก ครั้นเมื่อมารวิเคราะห์เผชิญหน้ากับแม่ชีง้อไบ๊คู่ประลองยุทธของมัน เป็นมารวิเคราะห์ที่กล่าวทักทายก่อนว่า “คารวะแม่ชี ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่าน” แม่ชีกล่าวตอบว่า “ประสกกล่าวนอบน้อมเกินไปแล้ว ก่อนที่เราจะประมือกัน ข้ามีสิ่งที่อยากจะบอกกล่าวให้ท่านทราบเสียก่อน” มารวิเคราะห์นึกฉงนในใจว่าแม่ชีมีสิ่งไรจะกล่าว จึงเอ่ยสั้นๆ “เชิญ ท่านแม่ชีว่ามา” แม่ชีจึงกล่าววาจาว่า “คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูด แต่คำพูดของคุณจะถือเป็นคำให้การในศาล คุณมีสิทธิ์ที่จะพบทนาย แต่ถ้าคุณไม่มีทนาย รัฐจะจัดหาให้” พอแม่ชีกล่าวจบ มารวิเคราะห์แทบตกเก้าอี้พลางคิดในใจ “โอ้ มายก็อด! FBI มาเองเลยหรือ” วาจาของแม่ชีเปรียบเสมือนยื่นกระบี่มาจี้ที่คอหอยของมารวิเคราะห์ก็มิปาน รวดเร็วรวบรัดชัดเจนยิ่ง แม่ชียังกล่าวต่อไปอีก “ขอเชิญประสกแสดงวิชาเพลงหมากเทพคำณวนสักสิบกระบวนท่า แล้วข้าจะวิจารณ์ว่าฝีมือของประสกถึงขั้นไหน ประสกรู้ใช่มั้ยว่าถ้าหมากคำณวนของประสกไม่ตรงกับคัมภีร์Budget ประสกมีความผิดถึงขั้น “ปาราชิก” พอแม่ชีเอ่ยถึงตรงนี้ มารวิเคราะห์มันขอสารภาพตามตรงอย่างไม่อายเลยว่า “ขี้แทบราด” แต่มันก็แข็งใจบอกแม่ชีไปว่า “ข้าทราบ” แม่ชีจึงบอกกับมันแบบเน้นทีละคำว่า “เชิญท่านลงมือ”
กระบี่ปราบมารปะทะเพลงหมากเทพคำนวณ
เพลงกระบี่ปราบมารปะทะเพลงหมากเทพคำนวณ บัดนั้นการประลองจึงได้เริ่มขึ้น เป็นแม่ชีที่กล่าวขึ้นมาว่า “ได้ยินคำร่ำลือมาว่า “เพลงหมากเทพคำนวณ” ของประสกนั้นทะลุถึงขั้นเทพไปแล้ว โปรดแสดงฝีมือให้ข้าชมเป็นขวัญตาสักสิบกระบวนท่าเถิด” มารวิเคราะห์มันรู้อยู่แก่ใจของตัวเองดีว่าวันนี้มันไม่พร้อมเลย แต่เมื่อผีมาถึงป่าช้าก็ต้องฝัง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ได้เสียแล้ว ตั้งแต่มันเป็นจอหงวนมามันผ่านการประลองเยี่ยงนี้มาไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่มันหนักใจมากที่สุด เพราะมันรู้จุดอ่อนของตัวมันเองและของสำนักดีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมหมด ขาดแต่ “ลมตะวันออก” เท่านั้น เป็น“สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง (wind of change)” ที่จะทำให้สำนักของมันอยู่รอด แต่ยามนี้มันต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน เป็นแม่ชีที่ย้ำทีละคำอีกครั้งว่า “เชิญประสกลงมือ” มารวิเคราะห์ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่นนอกจากต้องเพ่งสมาธิในการประลองครั้งนี้ มันเงยหน้าเหลียวมองไปรอบๆ ไร้ร่องรอยของกงกงแม้แต่เงา ก็เป็นเหมือนการประลองทุกครั้งของสำนักของมันที่จะไม่เคยเห็นกงกงเลย ห้ากระบวนท่าแรกมันผ่านไปอย่างไม่มีปัญหา แต่กระบวนท่าที่หกถึงสิบนี่สิมันจะแก้ปัญหาอย่างไรดี มันคิดต้องใช้วิชามารแล้ว ขณะที่มันกำลังคิด แม่ชีก็กล่าวขึ้นมาอีกครั้งว่า “รู้มั้ยว่าถ้าข้อบัญญัติไม่ได้เอามาจากแผน ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตัวท่านอาจมีโทษถึงขั้นปาราชิก” เสียงของแม่ชีเป็นเหมือนเสียงของ “ไลท์ ยางามิ” พูดกับนักสืบแอล มัตสุยามาว่า “รุกฆาต”จากภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “DEATH NOTE (สมุดโน้ตกระชากวิญญาณ)” มารวิเคราะห์ขอสารภาพอย่างไม่อายเลยว่าตอนนั้นมันขี้แทบราด แต่มันรวบรวมพลังลมปราณค่อยๆ แสดงกระบวนท่าที่หกถึงสิบต่อไป แม่ชีดูเหมือนจะสงสัยในสองกระบวนท่าจึงถามว่า “สองกระบวนท่าสุดท้ายของท่าน ข้าไม่เห็นมีในคัมภีร์แผนของท่านเลย” มันเงยหน้าขึ้นมาสบตาแม่ชีแล้วหัวเราะ “แหะ แหะ” พลางคิดในใจว่า “ซวยแล้วกรู ตื่น ตื่น ตื่น! ช่วยลูกด้วย” ใช่แล้วมันกำลังปลุกพระที่ห้อยคอมันอยู่ เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงบังเอิญเหลือเกินที่เทพโยธาเสือกเดินผ่านเข้ามาในลานประลองพอดี มาได้จังหวะเหลือเกินนะมึง ไวเท่าความคิดมันรีบบอกแม่ชีไปว่า “จริงๆแล้ว มันเป็นกระบวนท่าเดียวกันกับท่าที่แปดเพียงแต่แยกสาขาย่อยออกมาอีกสองประบวนท่า ถ้าแม่ชีไม่เชื่อท่านลองถามเทพโยธาดูสิ กำลังเดินมาพอดี” แม่ชีจึงเชิญเทพโยธามาร่วมวงด้วย เทพโยธาจึงมาอธิบายด้วยท่าทางที่จริงจัง แต่เสือกพูดอะไรไม่รู้เรื่อง แม่ชีได้แต่ส่ายหน้า มารวิเคราะห์มันเห็นไม่ได้การ บังเอิญเหลือบไปเห็นเทพพัสดุ มันจึงเรียกมาช่วยอธิบายอีกราย แน่นอนสามรุมหนึ่งจะไปไหนเสีย แม่ชีจึงได้แต่อือออไปตามเรื่อง หลังจากนั้นแม่ชีจึงชี้แนะกระบวนท่าที่ยังบกพร่องอยู่ พร้อมสำทับว่า “พวกท่านเป็นจอหงวนหวังว่าพวกท่านคงไม่ลืมปณิธานเหล็กของพวกท่านเมื่อยามที่ท่านเป็นจอหงวนใหม่ๆ ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็อยู่กับพวกท่าน อย่าลืมสำนึกถึงความจริงข้อนี้” ทั้งสามจึงรับคำพร้อมกันว่า “ขอบคุณที่ชี้แนะ” อีกฟากหนึ่งของลานประลองเทพการคลังและเทพก้านกล้วยกำลังสาละวนกับการตั้งรับเพลงกระบี่ของแม่ชีอาวุโส เทพการคลังค่อนข้างเก็บอาการได้ดี แต่เทพก้านกล้วยนี่สิ ได้ยินแต่เสียง “กรูว่าแล้ว” “อะไรวะ กรูอีกแล้ว” “กรูบอกแล้ว” ตลอดเวลาที่ทำการประลอง แน่นอนบาดแผลของมันเริ่มเยอะ โลหิตของมันไหลไม่หยุด มันคล้ายเก็บอาการไม่อยู่ ใช่แล้วมันคืออาการตกมันอย่างหนัก อาการของเทพก้านกล้วยร่อแร่มากๆ แม่ชีอาวุโสพลังวรยุทธสูงยิ่ง จี้กระบี่ไปตรงไหน เป็นได้แผลตรงนั้น วันลาจาก สองวันผ่านไปการประลองจึงจบลง แม่ชีทั้งสองกล่าวลาด้วยสีหน้าสงบเฉย บอกแต่เพียงว่า “แล้วพวกเราจะแจ้งผลการประลองมาเป็นลายลักษณ์อักษร” มารวิเคราะห์และเทพการคลังเดินไปส่งแม่ชีทั้งสองที่หน้าสำนัก ก่อนจากมารวิเคราะห์กล่าวว่า “ขอบคุณที่พวกท่านออมมือ ฝากความคารวะไปยังเจ้าสำนักของแม่ชีด้วย หวังว่าในภายภาคหน้าสำนักเราคงมีโอกาสได้ต้อนรับพวกท่านอีก” แต่มันคิดในใจ “ชาตินี้อย่าเจอกันอีกเลย” ส่วนเทพการคลังกล่าวกับแม่ชีว่า “ถ้าพรุ่งนี้ว่างขอเชิญอีกวันได้มั้ยคะ” มารวิเคราะห์สะดุ้งอยู่ในใจ ปล่อยแม่ชีไปตามทางของแม่ชีเถิดแค่นี้กรูก็จะแย่อยู่แล้ว แต่แม่ชีกล่าวตอบว่า “พอเถอะประสก สำนักเรามีภารกิจอีกเยอะ ยังต้องไปเยือนสำนักอื่นอีก หวังว่าพบกันวันหน้า พลังวรยุทธของพวกท่านคงสูงกว่านี้” มารวิเคราะห์จึงตอบว่า “แน่นอนวันหน้าย่อมไม่เหมือนวันนี้” ทั้งสองส่งแม่ชีจนลับตา จนกระทั่งเมื่อแม่ชีหายไปจากคลองจักษุ มารวิเคราะห์และเทพการคลังต่างก็ตะโกนออกมาว่า “Yahoooo!” สักครู่มารวิเคราะห์มันจึงรำพึงรำพันออกมาว่า “การมาเยือนของแม่ชีไม่ได้สูญเปล่า เขานำเรามาพบกันในความผูกพันอันแสนเศร้า พบกันในช่วงเวลาอันแสนสั้น แต่พวกเขาได้ปลุกมโนธรรมของพวกเราให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง อาเมน” แล้วมันก็ทำท่าขอบคุณพระเจ้า หลังจากนั้นจึงค่อยมีเงาของกงกงโผล่ขึ้นมา กงกงเอ่ยถามมารวิเคราะห์ “ผลการประลองเป็นอย่างไรบ้าง” มารวิเคราะห์ตอบเพียงสั้นๆว่า “พวกเราควรเตรียมหาทนายเก่งๆไว้เถอะ” กงกง : “สาหัสขนาดนั้นเลยรึ” มารวิเคราะห์ : “พลังยุทธพวกเขาแก่กล้ามาก ข้าเกือบเอาตัวไม่รอด” กงกง : “ทำไมเจ้าไม่เรียกข้า ข้าอยากเจอเหลือเกินพวกง้อไบ๊” มารวิเคราะห์ได้แต่คิดในใจ “แมร่งเก่งเหลือเกิน ตอนเขาอยู่ทำไมมรึงไม่ออกมา” กงกง : “พวกนี้เก่งแต่คอยจับผิดคนอื่น ลองให้มาทำเองก็ทำไม่ได้” มารวิเคราะห์คิดในใจอีกครั้ง “ก็หน้าที่ใครหน้าที่มัน มรึงจะแก้ตัวไปทำไม ไอ้ฟายยยยย!” แต่มันกล่าวแต่เพียงว่า “มันคือบทเรียนท่านกลางความล้มเหลว Change we need ,Change We Can Believe in And We can change ” กงกงเหมือนโดนกระตุ้นต่อมอะไรบางอย่าง อิริยาบถของกงกงค้างไปสักสองวินาที หลังจากนั้นได้แต่บ่นพึมพำๆ “ Change รึ ! หึ หึ หึ อิ อิ อิ 5 5 5 5 5” แล้วกงกงก็เดินจากไปโดยยังคงหัวเราะอยู่อย่างนั้น มารวิเคราะห์ได้แต่ตกใจพลางคิด “อ้าว! เป็นอาไรของมรึงอีก โดนของเข้าตัวหรือไง” บทสรุป หลังการประลองผ่านไป ประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา กงกงได้เรียกประชุมเพื่อประเมินผลการประลองว่ามีสิ่งใดบ้างที่ต้องปรับปรุง ผู้เข้าประชุมมี เทพการคลัง เทพพัสดุ เทพโยธา หนึ่งในแฝดก้านกล้วย ซือเจ้พัฒนา และมารวิเคราะห์ การประชุมเหล่าจอมยุทธเป็นไปอย่างเคร่งเครียด มีแต่กงกงเท่านั้นที่อารมณ์ดี หัวเราะอยู่ตลอดเวลาตามสไตล์ของคนไม่ซีเรียสกับชีวิต เมื่อการประชุมจบลงเป็นกงกงที่กล่าวขึ้นมาว่า “เดี๋ยวข้าจะให้พวกเจ้าเล่าเรื่องราวการประลองให้คณะเจ้าสำนักฟัง” มารวิเคราะห์ : “เอาทุกคำพูดเลยมั้ยบอส” กงกง : “ไม่ต้องถึงขนาดนั้น เอาแบบสรุปเฉพาะที่สำคัญพอ จริงๆสำนักแม่ชีก็ใช่ว่าจะดีเลิศเพียงไหน ถ้าให้มาทำเองก็ทำอย่างเราไม่ได้หรอกว่ามั้ย ถ้าเป็นปกติมารวิเคราะห์มันคงตอบว่า “ได้ครับพี่ ดีครับท่าน ถูกต้องครับผม เหมาะสมแล้วครับ” ตามสูตร แต่ครั้งนี้มันกลับกล่าวว่า“คนเรามีข้อแก้ตัวให้กับความเกียจคร้านของเราเสมอ” กงกงสะดุ้ง หันมามองหน้ามารวิเคราะห์ พลางคิดในใจ “อาไรของมรึงวะ” มารวิเคราะห์มันเก็กเสียงหล่อแบบน้าต๋อย เซมเบ้ กล่าวว่า “สำนักเราไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลยหรือ พวกเราไม่คิดจะทำอะไรให้มันดีขึ้นกระนั้นหรือ เราอยากจะจากโลกนี้ไปอย่างเงียบเชียบดั่งความมืดมิดของรัตติกาล โดยไม่ทิ้งอะไรไว้ข้างหลังเลยอย่างนั้นหรือ พวกเราอยากจะทิ้งรอยเท้าไว้บนผืนทรายแห่งกาลเวลาหรือว่าพวกเราจะทิ้งไว้แค่เพียงรอยก้นเท่านั้นหละ” กงกงคาดไม่ถึงว่ามารวิเคราะห์มันจะกล่าวอะไรอย่างนี้ จึงรีบตัดบทว่า “มันจบแล้ว การประลองมันผ่านไปแล้ว พวกเราไม่ควรคิดถึงมันอีก ปล่อยมันไปตามยถากรรมดีกว่า” มารวิเคราะห์ : “มนุษย์เราไม่ควรปล่อยโชคชะตาให้อยู่ในกำมือผู้อื่น แม้ว่าพวกเราต้องถูกเคี่ยวเข็ญจากชะตากรรม แต่นั่นก็คือการก้าวไปข้างหน้า” ที่ประชุมเงียบงัน ทุกคนต่างครุ่นคิด มารวิเคราะห์เห็นดังนั้นมันจึงกล่าวต่อว่า “เกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา มิใช่อยู่ที่การไม่เคยพ่ายแพ้ล้มเหลวแม้แต่เพียงครั้งเดียว หากแต่อยู่ที่ทุกครั้งที่พ่ายแพ้ล้มเหลวแล้ว สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ใหม่ต่างหาก” กงกง : “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี” มารวิเคราะห์ : “เมื่อนักยิงธนูยิงพลาดเป้า เขาจะย้อนกลับไปมองข้อผิดพลาดของตัวเอง มันไม่ใช่ความผิดของเป้า สิ่งที่เขาต้องทำคือปรับปรุงวิธีการยิงของตัวเอง” กงกง : “สำหรับสำนักเรา ข้าว่ามันไม่มีหวังหรอก” มารวิเคราะห์ : “รู้มั้ยบอส บนหน้าผากของมนุษย์ทุกคนมีคำๆหนึ่งที่นิ้วของพระเจ้าเขียนเอาไว้” กงกง : “อะไร” มารวิเคราะห์ “ความหวัง” กงกง : “อืม...แล้วสำนักเราจะทำได้หรือ” มารวิเคราะห์ : “ในการเผชิญหน้าระหว่างธารน้ำและโขดหิน ทุกๆครั้ง ผู้ชนะคือธารน้ำ แต่เป็นการชนะที่หาด้วยการใช้กำลังไม่ มันเป็นการชนะด้วยความเพียรพยายาม ถ้าเรามีความหวังเราก็จะมีความพยายาม” กงกง : “พูดดีนี่ แต่ข้าว่าสิ่งที่เจ้าพูดมามันฝันเฟื่องไปหน่อย” มารวิเคราะห์ ยิ้มแล้วกล่าวช้าๆว่า “คนทุกคนมีความฝัน แต่มีบางคนเท่านั้นที่กล้าเดินตามเส้นทางความฝันของตัวเอง แม้ว่าผลสุดท้ายจะไม่เป็นไปตามฝัน แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ค้างคาใจว่าสิ่งที่เราฝันมันเป็นจริงได้หรือเปล่า ฉะนั้นจงทะนุถนอมความฝันของตัวเองไว้” เมื่อมารวิเคราะห์พูดจบทุกคนเหมือนโดนสกัดจุด นิ่งกันไปหมด เป็นกงกงที่ค่อยกล่าวออกมาว่า “โอเค วันนี้ประชุมแค่นี้พอ” มารวิเคราะห์มันรอจนคนอื่นไปหมด มันจึงลุกขึ้น มันมองออกไปยังเบื้องนอกสุดขอบฟ้าทางทิศบูรพา พลางคิดในใจ “เมื่อไหร่ลมตะวันออกจะมาหนอ” จบบริบูรณ์ ******************************************************
อวัยวะอะไรสำคัญที่สุด
"อวัยวะส่วนไหนสำคัญที่สุด" "แม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทาย สิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ถูก เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก…ผมเคยคิดว่าเสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเราในฐานะที่เป็นมนุษย์.. ดังนั้นผมจึงบอกว่า "แม่ มันคือ หู ผมไง" แต่แม่บอกว่า "ไม่ใช่จ้ะ คนจำนวนมาก หูหนวก แต่ก็ยังอยู่ได้" ลูกลองคิดดูไปก่อนนะ แล้วเร็วๆนี้แม่จะถามลูกใหม่ หลายปีผ่านไปก่อนที่ แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้ง ตั้งแต่ที่ผมทายผิดครั้งแรกผมก็พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่ถูกต้องตลอดมา และในตอนนี้ผมบอกกับแม่ว่า " แม่การมองเห็น สำคัญมากสำหรับทุกๆคน ดังนั้นมันต้องเป็นตาของเราแน่เลยที่สำคัญที่สุด" แม่มองมาที่ผม และบอกกับผมว่า"ลูกเรียนรู้ได้เร็วมาก แต่ ว่าคำตอบยังไม่ถูกจ้ะ เพราะว่า! ยังมีคนมากมายที่ตาบอดแต่ก็ยังอยู่ได้" อึ้งไปอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามค้นคว้าหาความรู้ต่อมาอีกหลายปี และแม่ก็ยังคงถามผมอีก หลายครั้ง และทุกครั้ง คำตอบของแม่ก็คือ"ไม่ใช่จ้ะ….แต่ ลูกก็ฉลาดขึ้นทุกๆ ครั้งนะจ๊ะ ลูกรัก" จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก ทุกคนร้องไห้ แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วย ผมจำได้ดีเพราะว่า มันเป็นเพียงครั้งที่สอง ที่ผมเห็นพ่อร้องไห้ แม่มองมาที่ผม ตอนที่เรากล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายต่อคุณปู่ แล้วแม่ก็ถามผมว่า "ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของ ร่างกายเราสำคัญที่สุดลูกรัก?" ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้ ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์ระหว่าผมกับแม่ แม่มองเห็นสีหน้ามึนของของผม และก็บอกว่า "คำถามนี้สำคัญมากลูก มันแสดงให้เห็นความจริง ในชีวิต ของเรา สำหรับอวัยวะต่างๆที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา และแม่ได้บอกกับลูกว่า มันผิดมาตลอด พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟัง ว่าทำไมมันถึงผิด แต่ว่าวันนี้ เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุด แม่ ก้มลงมองมาที่ผม ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่แม่คนนึงจะทำได้ ผมเห็นตาแม่เอ่อด้วยน้ำตา และแม่ก็พูดว่า "ลูกรัก ส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกก็คือ "บ่า"จ้ะ" ผมถามแม่ว่า"เป็นเพราะว่ามันคอยรองรับหัวของเ ราไว้ใช่มั้ยครับ?" แม่ตอบว่า "ไม่ใช่จ้ะ แต่เป็นเพราะว่ามันสามารถรองรับ ศรีษะของเพื่อน ของเรา หรือ คนที่เรารักเมื่อยามที่เค้าร้องไห้ คนเราทุกคนต้องการบ่าใครซักคนไว้คอยซบยามร้องให้ในบางช่วงเวลาของชีวิต ลูกรัก...แม่เพียงแต่หวังว่า ลูกจะมี เพื่อนและคนรัก ที่จะมีบ่าพร้อมที่จะให้ลูกซบตอนร้องไห้ ยามเมื่อลูกต้องการ แล้วคุณล่ะ มีเพื่อน หรือ คนรัก คนที่คอยให้คุณซบบ่า ยามที่คุณต้องการรึเปล่า?? ตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเรา คือการไม่เห็นแก่ตัว และ มันคือความรู้สึกร่วมรับรู้ กับ ความเจ็บปวดของคนอื่น คนเราอาจจะลืมสิ่งที่คุณพูด....... คนเราอาจจะลืมสิ่งทีคุณทำ ......... แต่ไม่มีใครลืม สิ่งที่ทำให้เค้า "รู้สึก"ได้......
โชคชะตา
ข้ามีเรื่องอยากจะเล่าให้ท่านฟังเรื่องหนึ่ง ตอนที่ไปอบรมที่กรุงเทพฯ มีอยู่วิชาหนึ่งผู้สอนคือ ดร.สาโรจน์ โอพิทักษ์ชีวิน มีอยู่ช่วงหนึ่งแกบอกว่า โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดไว้หมดแล้ว แกบอกว่าแกเป็นคนเดียวที่รอดตายจาก เหตุการณ์เครื่องบินตก แกสงสัยว่าทำไมแกถึงรอด ตั้งแต่นั้นมาแกก็เลยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณ ลางสังหรณ์ อะไรพวกนี้ แกค้นพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ ล้วนแต่ถูกเขียนโดยอะไรก็ไม่รู้ ว่าจะต้องไปทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่จะมีอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่จะคอยบอกรหัสลับแก่ชีวิตของเราว่าเราควรทำอย่างไร และตัดสินใจอย่างไร แกบอกว่าทุกๆที่ ที่เราไปมันจะมีสัญลักษณ์อะไร บ่งบอกเราอยู่ตลอดเวลา เหมือนหนังเรื่องรหัสลับดาวินซี แล้วอยู่ๆ แกก็ถามคนทั้งห้องว่า "มีใครท่องกลอนสุนทรภู่ ตอนพระอภัย มณี เป่าปี่ให้สามพรา์หมณ์ฟังบ้าง" ก็ไม่มีใครยกมือหรือเสนอตัว และไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ที่ข้าเสือกท่องกลอนตอนนี้ได้ พอดี ข้าก็เลยท่องกลอนให้คนทั้งห้องฟังดังนี้ "ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย ถึงร้อยรสบุพผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย" พอท่องจบแล้ว อาจารย์แกก็ถามว่า "ทำไมคุณถึงท่องได้" ข้าก็เลยตอบว่า "ตอนสมัยผมอยู่ ป.6 ผมเคยเล่นละครเป็นพระอภัยมณีตอนนี้พอดี และต้องท่องกลอนบทนี้ด้วยครับ" อาจารย์แกก็เลยถามว่า "เหตุการณ์นั้นผ่านมากี่ปีแล้ว" ข้าจึงตอบว่า "ประมาณ 25 ปี ครับ" อาจารย์แกจึงถามอีกว่า "ทำไมคุณถึงจำได้" ข้าตอบว่า "ไม่รู้ครับ พอนึกถึงมันก็ท่องได้เลย" อาจารย์แกเลยสรุปให้ฟังว่า "คุณเชื่อมั้ยคุณถูกกำหนดมาให้มาท่องกลอนสุนทรภู่ให้คนทั้งห้องฟังในวันนี้ มันไม่ใชเรื่อง บังเอิญ คุณถูกกำหนดมาตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีก่อนแล้ว คุณลองถามตัวเองดูซิว่าทำไม ทำไมคุณถึงได้เล่นเป็นพระอภัยมณี ทำไมคุณ ถึงจำได้ ทำไมคุณถึงมาในวันนี้ ทำไม ทำไม" คนทั้งห้องก็หัวเราะกัน ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร แต่ข้าเก็บเอามาครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา "อะไรวะ รหัสลับ แกบ้าหรือเปล่าวะ" เมื่อกลับมาทำงานคำถามนี้ก็คล้ายเป็นโจทย์ให้ข้าหาคำตอบ "โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญจริงหรือ" และวันหนึ่งก็มีการจัดไปทัศนศึกษา ดูงานที่ระยอง ขากลับจะมีการแวะที่ตลาดโรงเกลือ นั่นทำให้ข้าสนใจเพราะมีของบางอย่างที่ข้าอยากซื้อที่ตลาดโรงเกลือพอดี และเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าร่วมเดินทางไปกับคณะศึกษาดูงานด้วย หลังจากเดินทางไปถึงที่พัก และทานอาหารเรียบร้อย ประมาณสามทุ่ม ข้าอยากไปเดินรับลมที่ริมชายหาด ออกเดินเล่นไป เรื่อยๆ แล้วข้าก็นึกย้อนตลอดวันที่ผ่านมา มันมีอะไรที่ให้เราเอะใจบ้างหรือเปล่า คิดไปคิดมาก็ไม่มี ก็พาลคิดไปถึงเรื่องว่ากันว่าบาง ทีธรรมชาติจะสื่อสารคนเราอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ว่ามนุษย์เราจะรับรู่สารที่ธรรมชาติส่งมาให้หรือไม่ ข้าก็เลยนั่งฟังเสียงคลื่นกระทบ ฝั่งไปเรื่อยๆ คลึ่นค่อนข้างแรง สายลมเย็นสบายดี นั่งคิดอะไรตีความเหตุการณ์ต่างๆไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็ไม่สามารถหาสาระอะไรได้ จึงกลับที่พักไปนอน ขากลับข้าพเจ้าพยายามมองดูข้างทางตลอดเวลาเพื่อหารหัสลับสิ่งสะกิดใจ แต่ก็ไม่พบอะไรที่สะดุดตาเลยนอกจากภูเขา เมื่อไปถึงตลาดโรงเกลือข้ากลับไม่พบของที่ตั้งใจมาซื้อ เป็นเพราะว่าหาไม่เจอหรือมันไม่มีก็ไม่อาจทราบได้ ขณะที่ขึ้น รถกลับ เมื่อมาถึงระหว่างทางขึ้นเขาเขตอำเภอกบินทร์บุรีติดต่ออำเภอวังน้ำเขียว พลันข้าพเจ้าก็มาคิดว่าถ้ารถคันที่ข้านั่งเกิด อุบัติเหตุขึ้นจะเกิดอะไรขึ้น ความคิดของข้าพเจ้าถูกชักจูงไปยังเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2546 เวลาประมาณ 20.20 น. ในสมัยนั้น ข้ายังทำงานอยู่ทีู่โรงงานแห่งหนึ่งบริเวณปั๋มนำ้มัน ปตท. ตำบลหนองบัวศาลา ออกจากเขตอุตสาหกรรมสุรนารีมาประมาณ 5 ก.ม. ขณะที่ข้าและเพื่อนพนักงานโรงงานกำลังจะกลับบ้าน รถรับส่งโรงงาน เจวีซี ได้วิ่งมาด้วยความเร็วสูง แต่มีรถสิบล้อพ่วงคันหนึ่ง ได้ วิ่งมาช้าๆและทันใดนั่นเองรถพ่วงตัวลูกได้หลุดออกจากตัวแม่ ทำให้มันวิ่งแบบสะเปะสะปะไร้ทิศทาง เมื่อรถรับส่งโรงงานเจวีซีวิ่งมา ถึงคนขับรถจึงได้เหยียบเบรคสุดแรงด้วยความตกใจ นั่นทำให้รถแม้จะไม่ชนกัน แต่เหตุการณ์วันนั้นมีคนตาย 5 คน ความที่ เหยียบเบรคกระทันหัน ส่งผลให้พวกที่นั่งอยู่ข้างหน้า กระเด็นปลิวไปกระแทกกระจกด้านหน้าทะลุออกไปด้านนอก ศพที่ 1 นั่งหลังคนขับด้านขวามือสุด กระเด็นปลิวกระแทกกระจกออกไป แต่ด้วยความที่รถยังมีแรงเฉื่อยอยู่จึงทำให้รถวิ่ง ทับตัวเธอไป ศพเธออยู่ห่างจากท้ายรถประมาณ 5 เมตร เพราะลักษณะตัวเธอเหมือนเป็นเลขแปด ศพนี้ข้าไปถึงคนแรก พลิกตัวเธอขึ้นมาดู หวังจะทำอะไรได้บ้าง แต่แน่นอนเธอตายคาที่ ศพที่ 2 นั่งถัดมา กระเด็นปลิวออกไปด้านหน้าเหมือนกัน แต่ศรีษะของเธอฟาดพื้นถนน เธอตายคาที่อีกเหมือนกัน ศพที่ 3 นั่งตรงเบาะกลาง ศพที่ 4 และศพที่ 5 นั่งเบาะด้านซ้ายมือคนขับ ทั้ง 3 ศพนี้ กระเด็นเกาะกันไป ยังไม่ตายคาที่ แต่กระจกและเหล็กอลูมิเนียมบาดพวกเธอ พวกเธอคาอยู่ที่ระหว่างกระจกกับประตูเป็นแผลเหวอะหวะเลือดไหลไม่หยุด ดูเหมือน 3 คนนี้ ไม่เป็นอะไรมาก แต่ความที่พวกเธอเสียเลือดมาก ทำให้พวกเธอไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลทั้ง 3 คน ในตอนนั้นเหตุการณ์โกลาหลมาก เพราะรถติดช่วงออกกะ 2 ทุ่มกัน กว่าตำรวจกับหน่วยฮุก 31 จะมาก็กินเวลานานเหมือนกัน พอดีมีรุ่นน้องที่ทำงานด้วยกันคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "พรุ่งนี้ก็วันพ่อ คงมีบางคนจะไปกราบพ่อแต่ไม่มีโอกาสได้ไป" ย้อนกลับมาเวลาปัจจุบัน รถคันศึกษาดูงาน เมื่อข้านึกถึงเหตุการณ์นั้นจบ ข้าก็มองไปทางเบื้องหน้ารถจึงมองเห็นพวกท่าน กำลังสนุกสนานกัน มันบังเอิญเหลือเกินที่พวกท่านนั่งเบาะหน้าแถวที่ 1 ข้าคงมิอาจไปขัดขวางความสนุกสนานของพวกท่านได้ ได้แต่ภาวนาขอให้รถคันนี้เดินทางโดยสวัสดิภาพเถอะ โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร จึงเป็นเรื่องบังเอิญเป็นอย่างยิ่งที่ข้าอยากเตือนท่านสักหนึ่งเรื่อง เวลาท่านนั่งรถโดยสารลักษณะอย่างนี้ ท่านอย่านั่งที่นั่ง เบาะแรกเป็นอันขาดระยะที่ปลอดภัยคือระหว่างเบาะกลางๆ ของตัวรถ ท่านจะเชื่อข้าหรือไม่ก็แล้วแต่ตัวท่าน เป้็นเรื่องที่ตัวท่านต้อง คิดใคร่ครวญเอง หวังว่าคำเตือนอาจเป็นประโยชน์ต่อท่านบ้างในวันข้างหน้าเวลานั่งรถ. โชคดี.


× องค์การบริหารส่วนตำบลพะเนา