องค์การบริหารส่วนตำบลพะเนา info_outline ข้อมูลการติดต่อ
ยินดีต้อนรับ เข้าสู่เว็บไซต์ องค์การบริหารส่วนตำบลพะเนา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

+ ตั้งคำถามใหม่

เรื่อง ผู้เขียน ผู้ตอบ
เมื่อวานข้าพเจ้าได้ฟังวิทยุ แบบจริงจังอีกครั้ง หลังจากที่หลายปีที่ผ่านมาข้าพเจ้าไม่ค่อยมีโอกาสได้ฟังเลยนั่นอาจจะเป็นเพราะว่ามีสื่อหลายๆแขนงที่มีให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หนังสือ สื่อวิทยุจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของข้าพเจ้าในการเลือกรับฟัง ถ้าเป็นสมัยก่อนในตอนที่ยังวัยรุ่น สื่อวิทยุเป็นสื่อทางเลือกแรกที่วัยรุ่นในยุคนั้นให้ความสนใจเพราะตอนนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ยังไม่มีระบบอินเตอร์เน็ต รายการโทรทัศน์ก็มีแต่ละครน้ำเน่า รูปแบบรายการวิทยุก็คือการขอเพลง แล้วให้ ดีเจพูดอาไรไปที่เกี่ยวกับเพลง ถ้าดีเจคนไหนมีวิธีการนำเสนอที่ดีเป็นสาระจะเป็นที่รู้จักของแฟนๆวิทยุไม่น้อยเลยทีเดียว ในตอนที่ข้าพเจ้าต้องจากบ้านไปทำงานที่กรุงเทพนั้น ก็มีวิทยุติดตัวไปจากบ้านแค่เครื่องเดียว ก็ได้อาศัยวิทยุนี่แหละที่คอยฟังเพลงในยามค่ำคืนที่แสนเดียวดายในซอกเหงาๆของห้องพัก สมัยนั้นการขอเพลงต้องเขียนเป็นจดหมายหรือไปรษณียบัตรไปขอแล้วดีเจ ก็จะอ่านแล้วก็ตอบจดหมายออกอากาศ จดหมายบางฉบับก็ขำ บางฉบับก็เศร้า บางฉบับก็...มันเขียนไปได้อย่างไร มีอยู่คลื่นหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ฟังทุกวันเป็นเวลาเกือบสองปี คือคลื่น 93 เมกกะเฮิร์ท ชื่อรายการ ”เพลงไทยคุณขอมา” รายการจะอยู่ระหว่างสองทุ่มถึงห้าทุ่ม ดีเจรายการนี้พี่แกจะไม่พูดอาไรมาก ตอบจดหมายเสร็จก็เปิดเพลงแค่นั้น แต่หลังๆมักจะมีวัยรุ่นเขียนจดหมายมาขอคำปรึกษาเรื่องต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับเรื่องความรักหรืออนาคต พี่แกก็จะมีคำตอบที่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นข้อคิดที่ดี ส่วนใหญ่แกก็จะให้กำลังใจและข้อคิดในการดำเนินชีวิต มีคำคมมานำเสนออยู่บ่อยๆ บังเอิญมีอยู่วันหนึ่งพี่ดีเจแกก็อ่านจดหมายฉบับหนึ่ง ใจความประมาณว่า ตอนเรียนหนังสือชอบผู้หญิงอยู่คนหนึ่งแต่ไม่กล้าบอกความรู้สึกของตนเอง พอเรียนจบก็จากกัน ตนเองต้องมาทำงานในกรุงเทพเพราะไม่ได้เรียนต่อ ส่วนผู้หญิงก็ได้ไปเรียนต่อที่จังหวัดแห่งหนึ่ง แม้จะจากกันแต่ก็ยังคิดถึงผู้หญิงคนนี้อยู่ ตนเองสมควรจะทำอย่างไรดีและถ้าขอเพลงให้ผู้หญิงคนนี้ พี่ดีเจจะเปิดเพลงอาไร? ข้าพเจ้านอนฟังอยู่ก็คิดในใจ “เฮ้ย!เหมือนกูเลยนี่หว่า” พี่ดีเจก็บอกประมาณว่า ความรักไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ชีวิตมีอาไรที่ต้องทำมากกว่าเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับน้องตอนนี้ก็คือการสร้างอนาคตของตนเองให้ดี โดยการเรียนต่อในมหาลัยเปิดหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้น สำหรับเรื่องการบอกความรู้สึกของตนเองต่อผู้หญิงนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเสียหายแต่อย่างใด รู้สึกอย่างไรก็บอกไปอย่างนั้น แต่อย่าไปหวังว่าเค้าจะมีความรู้สึกที่ดีตอบต่อเรา เค้าจะรู้สึกอย่างไรมันเรื่องของเขา เราถือว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วดีกว่าที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านไปแล้วมาคิดได้ทีหลังว่าน่าเสียดายเราน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วไม่ได้ทำ แล้วพี่ดีเจแกก็บอกว่า “ขอเปิดเพลงนี้ให้กับน้องเพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้หญิงที่น้องมีความรู้สึกที่ดีด้วยนะครับ” สักพักหนึ่งเสียงดนตรีท่อนแรกก็ดังขึ้น แล้วเสียงของนักร้องก็ดังขึ้น “...อยู่ตรงไหน รู้ไว้ มีคนที่ห่วงอยู่ อยากให้รู้ ฉันรักเธอเช่นเคย...” ข้าพเจ้าก็ฟังเพลงนี้ด้วยอาการของคนที่ตกอยู่ในภวังค์ ซาบซึ้ง รู้สึกอินในเพลงนี้เหลือเกิน มารู้ทีหลังว่าเพลงนี้ชื่อ “กลับมาสักครั้ง” ขับร้องโดย คุณนรินทร ณ บางช้าง นั่นเอง หลังจากฟังเพลงนี้จบ ข้าพเจ้าก็นอนคิดว่า “เหมือนชีวิตเอ็งแท้” ข้าพเจ้าก็ไพล่ไปคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกที่ดีด้วย ตั้งแต่เรียนจบมัธยมข้าพเจ้าก็ไม่ได้ติดตามผลงานเท่าไหร่คิดว่าคงจบแล้ว แต่มานึกดูข้าพเจ้าก็ไม่เคยบอกความในใจต่อเธอเลย เธออาจจะสงสัยว่าข้าพเจ้าคิดอย่างไรต่อเธอก็ได้ วันต่อมาหลังจากเลิกงาน ข้าพเจ้าได้ไปที่ร้านเครื่องเขียนเพื่อซื้อกระดาษเขียนจดหมายและซองชนิดอย่างดี แบบมีกลิ่นหอม ราคาสามสิบบาท (โคตรทุ่มทุนเลย คิดดูสมัยนั้นข้าวแกงจานละ 5 บาท) ก็เขียนความรู้สึกในใจลงไป ข้าพเจ้าใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มในการเขียนจดหมายฉบับนี้ คือขัดเกลาสำนวนภาษา เพิ่มตรงนั้นบ้าง ตัดตรงนี้หน่อย ก็อาศัยเนื้อเพลงข้างต้นเป็นแนวทางในการเขียน จนเป็นที่พอใจถึงส่งไป ในใจก็ไม่คิดอะไร คิดแค่เพียงเผยความรู้สึกจริงๆ ให้เธอรับรู้ คือให้ข้าพเจ้าเป็นแค่คนรู้จักกันของเธอก็ได้ (เศร้าชิบหาย) ก็ไม่ได้หวังว่าเธอจะตอบจดหมายหรอก เพราะจีบเธอมาสามปีตั้งแต่ข้าพเจ้าอยู่ ม.4 จนเรียนจบ จนมาทำงานที่กรุงเทพ เคยพูดกันแค่ 2 ครั้งๆ ละไม่เกิน 10 คำ ก็ได้แต่มอง ไม่เคยบอกเธอตรงๆสักที ตอนอยู่ ม.4 ก็ได้แต่มอง พอขึ้น ม.5 โชคดีหน่อยเจอเธอที่ป้ายรถเมล์ทุกวัน ก็ได้แต่มองอย่างเดียว จนจะปิดเทอม ลืมบอกไปเธอเป็นรุ่นพี่ของข้าพเจ้าหนึ่งปี เธอจบ ม.6 เธอต้องไปเรียนต่อที่อื่น ส่วนข้าพเจ้าเนื่องจากความประพฤติดีมาก (ความจริงโดนตัดคะแนนความประพฤติเกิน 100 คะแนน อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องถูกเชิญออกให้ไปเรียนที่อื่น) แต่โรงเรียนยังเมตตาอยู่จึงให้บวชสามเณรภาคฤดูร้อนที่วัดแห่งหนึ่ง คือตอนนั้นเวลาแห่งชะตากรรมของข้าพเจ้าเดินทางมาถึงทางแยกของคำร่ำลากับเธอแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากข้าพเจ้าก็เขียนจดหมายหนึ่งฉบับพร้อมของขวัญหนึ่งอย่างคือสมุดบันทึกนำไปมอบให้กับเธอด้วยมือของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าได้แค่ถามเธอว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน และพูดกับเธอว่า “โชคดีนะ ลาก่อน” ก็คิดว่าคงจะไม่ได้พบกับเธออีก เพราะเธอไปเรียนต่อที่อีกจังหวัดหนึ่ง ก็เลยห่างๆ กันไป แต่ข้าพเจ้าก็คิดถึงเธอตลอด พอถึงวันเกิดเธอและวันวาเลนไทน์ ข้าพเจ้าก็จะเขียนจดหมายและของขวัญส่งไปให้เธอ เราก็พบกันบ้าง เพราะเธอกลับมาบ้านเดือนละสอง-สามครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยนั่งรถข้ามจังหวัดนำของขวัญไปให้เธอถึงสถาบันที่เธอศึกษาอยู่ เธอก็แสนดี ออกมารับของขวัญที่ข้าพเจ้านำมาให้ พอเธอรับของขวัญจากข้าพเจ้าเสร็จก็มีเพื่อนชายของเธอขี่มอเตอร์ไซค์มา ข้าพเจ้าสบตากับเพื่อนชายของเธอ และก็หันไปหาเธอ เธอก็พูดว่า “ไปหละ” ข้าพเจ้าก็พยักหน้าและก็หันไปมองหน้าเพื่อนชายของเธออีกครั้ง และข้าพเจ้าก็พยักหน้าพร้อมทั้งยักคิ้วให้ เพื่อนชายของเธอก็พยักหน้าตอบ ความหมายที่เราทั้งคู่สื่อสารถึงกันก็คือ “มึงกับกูเจอกันที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้” (โคตรเก่งเลยตอนนั้น) และเธอก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปกับเพื่อนชายของเธอแบบหน้าตาเฉย ต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้แต่มองตามจนเธอหายลับตาไป ได้แต่รำพึงรำพันอยู่ในใจว่า “แม่งเอ้ย จะหาคนหล่อๆกว่าเอ๋งก็ไม้ได้น้อ” พอเดินมาสักพักข้าพเจ้าเริ่มมีอาการจุก มือสั่น ใจสั่น ปวดหัวใจ เรี่ยวแรงไม่มีจะเดิน ก็ได้รับรู้ว่า “อ๋อ คนอกหักมันอาการเป็นอย่างนี้นี่เอง” ขณะที่เดินคอตกจากสถาบันการศึกษาของเธอไปที่ท่ารถ พลันสายตาข้าพเจ้าก็ไปกระทบกับกระป๋องโค้กซึ่งวางอยู่ข้างทาง ไม่ฟังเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าวิ่งเข้าไปง้างเท้าซ้ายหวดกระป๋องใบนั้นทันที แน่นอนไม่มีคำว่าพลาด มันลอยโด่งไปตกเสียไกล ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็พยายามตัดใจจากเธอ ก็กำลังจะลืมเธอไปแล้ว จนเรียนจบไฮสคูลแล้วมาทำงาน จนกระทั่งได้ฟังรายการวิทยุที่ว่า จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากสื่อสารถึงเธออีกครั้ง หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ข้าพเจ้าได้รับจดหมายตอบจากเธอ เป็นซองจดหมายและกระดาษเขียนจดหมายอย่างดีสีฟ้า ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก อ่านไปอ่านมาสิบกว่ารอบ จับใจความได้ว่า เธอไม่อาจรับความรู้สึกที่ดีของข้าพเจ้าที่มีต่อเธอได้เพราะเธอมีใครบางคนอยู่แล้ว ข้าพเจ้านึกถึงไอ้หน้าลาวคนนั้นขึ้นมาทันที คิดในใจว่า “แมร่งเอ้ย ถ้าหล่อกว่าเฮา เฮาสิบ่ว่าซักคำเลย” แต่ว่าข้าพเจ้ากับเธอสามารถเป็นเพื่อนกันได้ (โคตรฮิตเลย “เราเป็นเพื่อนกันเถอะ”) ตอนท้ายเธอบอกว่าประมาณเดือนธันวาคม สถาบันของเธอจะเข้ามาแข่งกีฬาที่กรุงเทพ ถ้าอยากเจอเธอก็มาหาเธอได้ที่สนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาสัย) แต่เป็นความงี่เง่าบวกความโง่เขลาของข้าพเจ้าเองที่ไม่สามารถหาทางไปสนามกีฬาแห่งชาติได้ เพราะมีหัวหน้างานของข้าพเจ้าคนหนึ่งบอกว่าไกลมาก ข้าพเจ้าอยู่แถวลาดกระบังตอนนั้น เค้าบอกว่าอยู่แถวมาบุญครอง ต้องต่อรถไปอีกไกล ข้าพเจ้ามารู้ทีหลังว่าอยู่ติดมาบุญครองเลยเดินไปก็ถึง ก็เลยไม่ได้ไปหาเธอ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ได้ข่าวคราวเกี่ยวกับตัวเธออีกเลย ก็กินแห้วไปตามระเบียบ ภาษาฝรั่งเค้าว่า “Gone With The wind” แปลเป็นไทยว่า “เธอหายไปกับสายลม” แต่ข้าพเจ้าคิดว่ามันน่าจะมีความหมายว่า “โดนสุนัขคาบไปรับประทานแว้ววว” Red Snow Sword เมื่อ : 2023-02-28 08:49:29 ดู : 2 0
อยากทราบว่าตอนนี้อายุ 59 ปี เกิดเมื่อ 3 กันยายน 2503 จะลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้ตอนไหนคะ ผู้สูงอายุ เมื่อ : 2019-11-07 13:33:11 ดู : 43 0
เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ เดือนละ 600 บาท 1. ใครได้รับบ้าง? 2.เกณฑ์รายได้ของคนในครอบครัว? 3.ขึ้นทะเบียนได้ที่ไหน? 4. พ่อแม่มีประกันสังคมขอใช้สิทธิ์ได้ไหม? 5. เคยลงทะเบียนแล้วต้องลงทะเบียนใหม่ไหม? 6.ใช้บัญชีธนาคารอะไรบ้าง? 7.ลงทะเบียนเมื่อไร จึงจะได้รับในรอบเดือนตุลาคมนี้? 8.จะได้รับเงินย้อนหลังหรือไม่? โสรยา เมื่อ : 2019-11-07 13:27:26 ดู : 78 1
มารยาทในสถานที่ราชการ สถานที่ราชการ ได้แก่ ที่ทำการของทางราชการ เช่น กระทรวง ทบวง กรม ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการเขตหรืออำเภอ และสถานที่อื่นที่นับเนื่องในราชการ รวมทั้งหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดของทางราชการ เช่น องค์การของรัฐและรัฐวิสาหกิจ สถานที่เหล่านี้เป็นที่ทำงานของข้าราชการ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดของหน่วยงานนั้นๆ ย่อมมีประชาชนไปติดต่ออยู่เสมอ ดังนั้นบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจึงควรรักษามารยาทและปฏิบัติดังต่อไปนี้ มารยาทของผู้ปฏิบัติงาน 1. แต่งกายสุภาพเรียบร้อย 2. ทำงานตรงเวลาและเต็มเวลา 3. ไม่ทำงานส่วนตัวในเวลาปฏิบัติราชการ รวมทั้งไม่ชวนผู้อื่นสนทนาในเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน 4. ไม่แสดงอาการเบื่อหน่าย หรือไม่สนใจเมื่อมีผู้มาติดต่องาน 5. ช่วยกันรักษาความสะอาด ประหยัด และรักษาทรัพยสินทางราชการรวมทั้งไม่นำทรัพย์สินของราชการไปใช้หรือ ไปเป็นของส่วนตัว 6. พูดจาสุภาพ ไม่ส่งเสียงดัง และไม่หยอกล้อเล่นหัวกันเกินควร 7. ไม่แสดงกิริยา ข่มขู่หรือพูดจาดูหมิ่น เหยียดหยามผู้มาติดต่องาน 8. ให้ความสะดวกให้ความเป็นธรรม และให้ความสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้มาติดต่อในราชการอันเกี่ยวกับหน้าที่ของตน โดยไม่ชักช้า 9. ปฏิบัติตามระเบียบวินัยของข้าราชการโดยอนุโลม มารยาทของผู้มารติดต่องานในสถานที่ราชการ ควรมีมารยาทดังนี้ 1. แต่งการสุภาพเรียบร้อย 2. พูดจาสุภาพ ไม่ส่งเสียงดัง 3. ไม่พร่าเวลาของทางราชการด้วยการชวนสนทนาหรือพูดธุรกิจส่วนตัวนานเกินควร 4. ไม่ถืออภิสิทธิ์หรือดำเนินการใดๆ ที่ไม่สมควรเพื่อลัดขั้นตอนแห่งการติดต่อตามลำดับก่อนหลัง 5. ช่วยกันรักษาความสะอาด ไม่ทำความสกปรกรกรุงรัง ช่วยกันประหยัดและรักษาทรัพย์สินของทางราชการ banana เมื่อ : 2019-10-18 08:42:10 ดู : 40 0
การห้ามพนักงานรับประทานบนสำนักงาน ก็จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ พนักงานก็ยังไม่เกิดความกระจ่างอยู่ดี ถึงแม้ว่า ให้ไปทานที่โรงอาหาร พนักงานก็เกิดคำถามตามมาอยู่ดีว่า แล้วทานที่สำนักงานจะเป็นอะไรไป ทำไมต้องให้พนักงานเดินไปที่โรงอาหารให้เสียเวลา แทนทีรับประทานอาหารเสร็จแล้ว จะได้ทำงานได้เลย ไม่ต้องเดินทาง สะดวก รวดเร็ว นั่นคือมุมมองพนักงาน แต่สำหรับมุมมองผู้บริหารมองว่า การรับประทานอาหาร สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ความสะอาด กลิ่นอาหาร เมื่อมีสองประเด็นนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือ สัตว์จำพวก หนู แมลงสาบ ที่เป็นพาหะนำเชื้อโรค ก็จะตามมา และปัญหาในระยะยาวก็คือ กลิ่นอาหารที่สะสมทุกวัน จะไปอยู่ในแอร์ หมักหมม จนเกิดเป็นเชื้อแบบทีเรีย มีกลิ่นเหม็น เมื่อเปิดแอร์ใหม่ๆ สำหรับสำนักงานที่เป็นจุดที่ต้องใช้รับลูกค้าของบริษัทอยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้เกิดภาพพจน์ที่ไม่ได้ต่อองค์กรตามมา ดังตัวอย่าง ถ้าเราไปติดต่อที่บริษัทแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในช่วงพักกลางวัน พนักงานกำลังรับประทานอาหารอยู่ เมื่อลูกค้าเข้ามาติดต่อ จะเกิดภาพอย่างไร ทั้งกลิ่นรสชาดอาหารอีสาน อาหารเหนือ ใต้ ในมุมมองของลูกค้าจะมองว่า บริษัทไม่มีความเป็นมืออาชีพ เรื่องของการบริหารจัดการสำนักงาน พนักงานยังขาดความเป็นระเบียบ ในการับประทานอาหาร โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น จะมีความเป็นระเบียบ สำหรับเรื่องนี้มาก ฉะนั้นมุมมองของพนักงาน เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร จำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดความรู้สึกว่า พนักงานจะต้องรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทเอาไว้ ให้เกิดความเป็นมืออาชีพ ในการปฏิบัติงาน เพื่อต้อนรับการเข้าสู่ AEC ในไม่ช้านี้ การออกประกาศดังกล่าว บางครั้งคิดว่าพนักงานระดับล่างเข้าใจแล้ว แต่ในทางปฏิบัติจริงไม่ใช่ หน้าที่ของหน่วยงาน HR และ Line Manager จะต้องเป็นผู้ทำความเข้าใจให้กับพนักงานทราบ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในลักษณะเช่นนี้ สำรวย เมื่อ : 2019-10-17 15:00:19 ดู : 37 0
ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง เราผิดท่านประหาร เราชอบ เราบ่ผิดท่านมาล้าง ดาบนั้นคืนสนอง Saman เมื่อ : 2019-08-02 11:40:34 ดู : 93 1

ทั้งหมด 7 คำถาม [ทั้งหมด 1 หน้า] [1]


× องค์การบริหารส่วนตำบลพะเนา